เปิดดัชนีค้าชายแดน-ผ่านแดนไทย
ฉบับเอกชนครั้งแรก มั่นใจระดับ60
ปัจจุบันการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย คิดเป็นสัดส่วน 9% ของการส่งออกทั้งประเทศ และมีมูลค่าการขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องมาตลอด 20 ปี ทำให้กระทรวงพาณิชย์จับมือภาคเอกชน วางเป้าหมายผลักดันมูลค้าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยให้ทะลุ 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570
ดังนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หอการค้าไทยร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจหอการค้าจังหวัดและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและค้าผ่านแดนของไทย ครั้งแรก ที่จะวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยสนับสนุน อุปสรรคที่เกิดขึ้น และข้อเสนอที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยขับเคลื่อน
องค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและค้าผ่านแดนของไทย แยกเป็นดัชนีระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อิงค่าดัชนีเท่ากับ 100 ซึ่งหากค่าดัชนีมากกว่า 50 ถือว่าขยายตัวได้ดี หากค่าดัชนีเท่ากับ 50 ถือว่าทรงตัว และหากค่าดัชนีต่ำกว่า 50 ถือว่าชะลอตัวหรือแย่ลง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจในเดือนมกราคม 2568 ว่า
ค่าดัชนีครั้งแรก ได้สำรวจหอการค้าต่างจังหวัดและสมาคม 327 ตัวอย่าง พบว่า ค่าดัชนีโดยรวม ระยะสั้นอยู่ที่ 49.5 ระยะกลางอยู่ที่ 52.8 ระยะยาวอยู่ที่ 63.6 สะท้อนมุมมองภาคเอกชนว่าการค้าชายแดนและผ่านแดนจะยังขยายตัวได้ดี จำแนกตามประเภทธุรกิจ พบว่าภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มีค่าดัชนี 49.5, 52.8, 63.6 ตามลำดับ ทั้งนี้ แยกตามประเทศ พบว่า ค่าดัชนีสูงสุดคือ มาเลเซีย ตามด้วยลาว เมียนมา กัมพูชา จีนตอนใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ ซึ่ง 2 ประเทศหลัง ค่าดัชนีต่ำกว่า 60 ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องลงลึกว่าจะต้องผลักดันอย่างไร และอะไรคืออุปสรรค
จากค่าดัชนีจะเห็นว่าในระยะสั้นผู้ประกอบการยังไม่เชื่อมั่นว่าการค้าชายแดนจะขยายตัวดี เพราะค่ายังต่ำกว่า 50 แต่ในระยะกลางและยาว หรืออีก 6 เดือน หรือ 1 ปีข้างหน้า คาดว่าการค้าชายแดนจะดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะค่าดัชนีเริ่มเกิน 50 และดัชนีระยะยาวค่าขึ้นไปแตะที่ 63.6 เนื่องจากเศรษฐกิจเพื่อนบ้านยังโตต่อเนื่อง สินค้าไทยมีคุณภาพเป็นที่ต้องการ รวมทั้งไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวกส่งออกนำเข้ามากขึ้น ขณะที่รัฐบาลผลักดันความร่วมมือกับเพื่อนบ้านผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนมากขึ้น โดยปีนี้การค้าชายแดนกับมาเลเซีย ลาว และจีนตอนใต้จะมีความโดดเด่นมากที่สุด
ทั้งนี้ ในผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการมองถึงแนวโน้มส่งออกการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในปี 2568 จะมีการขยายตัวช่วงระหว่าง 5.4-6.9% ค่ากลาง 6.2% มูลค่า 1.05-1.06 ล้านล้านบาท ค่ากลาง 1.058 ล้านล้านบาท ส่วนมูลค่านำเข้าชายแดนและผ่านแดน จะมีการขยายตัวช่วงระหว่าง 8.0-10.3% ค่ากลาง 9.6% มูลค่า 0.830-0.865 ล้านล้านบาท ค่ากลาง 0.859 ล้านล้านบาท โดยไทยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกชายแดนและผ่านแดนรายประเทศ ดังนี้ มาเลเซีย 6.3% สปป.ลาว 4.35% เมียนมา 6.85% กัมพูชา 7.68% จีน 7.03% สิงคโปร์ 5.37% และเวียดนาม 3.05%
บนสมมุติฐาน ดังนี้ จีดีพีโลกปี 2568 ขยายตัว 2.7-3.2% ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยเท่ากับ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ 0.5-1.0% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั่วโลก เท่ากับ 2-4.5% การค้าโลก ขยายตัว 2.5-3% สหรัฐยังไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย และเป้าหมายส่งออกไทยปีนี้ขยายตัว 3%
ในส่วนปัจจัยบวกต่อการค้าชายแดนและผ่านแดนของปี 2568 คือ ความต้องการสินค้าในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น สินค้าไทยมีคุณภาพและได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงมีความน่าเชื่อถือในด้านมาตรฐานความปลอดภัย ศักยภาพของด้านการค้าชายแดนที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านแม่สอด รวมถึงมีการเร่งรัดการปักปันด่านห้วยต้นนุ่น การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนไปสู่จุดผ่อนปรน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าบริเวณชายแดน การผลักดันความร่วมมือไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ภาครัฐมีแผนเชิงรุกปี 2568 ไทย-ลาวหารือทวิภาคีผลักดันส่งออก 2 ประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเร่งกิจกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและชายแดนผ่านแดนปี 2567-2570 ต่อเนื่อง และแผนกระจายลงทุนและกิจกรรมของรัฐบาล ขณะที่ปัจจัยลบ ต่อการค้าชายแดนและผ่านแดนของปี 2568 คือ สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา และการปิดถนนทางหลวงเอเชียสาย 1 ส่งผลโดยตรงต่อการขนส่ง การเข้ามาแข่งขันของสินค้าจีน และแรงกดดันด้านราคาต่ำกว่าไทย อุปสรรคด้านศุลกากรและความเข้มงวดควบคุมชายแดนมีมากขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจกลุ่มซีแอลเอ็มวีชะลอตัวลง จากการได้รับผลกระทบจากนโยบายสหรัฐรอบใหม่ ในรูปแบบการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ส่งผลให้สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดอาเซียนมากขึ้น รวมถึงปัญหาค้างคา เช่น ทุเรียนย้อมสี ห้ามนำเข้าน้ำเชื่อม รวมถึงสถานการณ์เมียนมาจะมีการปิดด่านบางครั้ง และความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลเร่งเข้ามาส่งเสริมการค้าชายแดนให้มากขึ้น เช่น เร่งยกระดับด่านห้วยต้นนุ่นให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร ยกระดับจุดผ่อนห้วยผึ้ง อ.เมือง และแม่สามแลบ อ.สบเมย ไปสู่จุดผ่อนปรนพิเศษ เร่งส่งเสริมกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching Business Matching) และช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สนับสนุนผู้ประกอบการ เช่น จัดหาแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำ จับคู่ธุรกิจ เป็นต้น
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลล่าสุด ช่วง 11 เดือนแรกปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกชายแดนและผ่านแดนสูงถึง 957,945 ล้านบาท ขยายตัว 6.5% ซึ่งการที่หอการค้าไทยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและค้าผ่านแดนของไทย (Foreign Border Trade Sentiment Index หรือ FBI) จะเป็นเครื่องมือในการสำรวจปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และแผนงานในการส่งเสริมการค้าชายแดนให้บรรลุเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชน ได้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในเร็วๆ นี้หอการค้าไทยจะจัดส่งปัญหาและข้อเสนอที่ภาคเอกชนเสนอมาถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ก่อนจะนำคณะไปเยือนประเทศจีน เพื่อลดอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้น
รวมถึงการผลักดันลดนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพและผลักดันรถอีวีเพื่อลดภาวะฝุ่นในอนาคตด้วย

