ปธ.SME ชี้คำสั่งทรัมป์สะเทือนศก.ไทย เผชิญ 4 ความท้าทาย แนะรบ.สร้างนักรบเศรษฐกิจใหม่
เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย แสดงความเห็นหลังนายโดนัล ทรัมป์ นั่งประธานาธิบดีสหรัฐ และออกคำสั่งต่างๆ กับ มติชน ไว้ว่า ผลกระทบจากการประกาศคำสั่งทรัมป์สะเทือนถึงเศรษฐกิจไทย
1.การถอนตัวจากความตกลงกรุงปารีส แก้ปัญหาโลกร้อน เพิ่มผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล สวนกระแสโลกสร้างความระส่ำเศรษฐกิจสีเขียวทั้งโลก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศสำคัญ Climate Change Performance Index (CCPI) ปี 2024 อันดับที่ 57 ของโลก และ Clean Competition Act ที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการ 6 เรื่องสำคัญ คือ Clean Air Act (CAA), Energy Policy Act of 2005, The National Environmental Policy Act (NEPA), Clean Power Plan, Global Change Research Act (1990), Energy Independence and Security Act ต้องลดบทบาทความสำคัญและกระทบต่อ Paris Agreement 3 ด้านสำคัญ คือ ควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลก การเพิ่มขีดความสามารถปรับตัวและเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนา
โดยผลกระทบ USCBAM ธุรกิจพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้าอาจชะลอลดบทบาทลงไป ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวดี ไทยอาจได้เปรียบบในระยะสั้นแต่ไทยยังต้องเร่งเครื่องยนต์สีเขียวเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มโอกาสตลาดในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะ SME ESG กับกลไกการส่งเสริมการเข้าถึงและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในธุรกิจ ซึ่งมีเอสเอ็มอีเพียงร้อยละ 4 ที่นำความรู้พื้นฐานไปเชื่อมโยงผลลัพธ์ได้ และเอสเอ็มอีทราบ ESG แต่ไม่มีการปรับใช้ร้อยละ 75 ร้อยละ 25 ทราบและตระหนักรู้ ซึ่งร้อยละ 55 ขาดความรู้ความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ ร้อยละ 23 ขาดเงินทุนในการปรับโครงสร้าง และร้อยละ 9 ขาดควาพร้อมของพนักงาน

2.การส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ ด้วยนโยบาย “America First” แบบหนามยอกหนามบ่งกับประเทศจีนที่ใช้ “Dual Circulation” หรือวงจรเศรษฐกิจคู่ขนาน ซึ่งสหรัฐต้องการตอบโต้ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ รวมทั้งการจัดการการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐเพื่อดำเนินการลดผลกระทบสหรัฐ เช่น ทุบโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา เม็กซิโก 25% มีผล 1 กุมภาพันธ์ 2568 การขึ้นภาษี EV นำเข้าจากจีน ซึ่งไทยต้องปรับแผนยุทธศาสตร์การค้าใหม่สร้างสมดุลทางการตลาด มุ่งเป้าใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองลดการนำเข้าเช่นกัน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบไทย สินค้าไทย บริการไทย “ไทยนิยม” โดยใช้ BOI สนับสนุน TDI ให้โตทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนั้นการรุกตลาดใหม่ในกลุ่มความร่วมมือทั้ง BRICS ASIAN และ RCEP รวมทั้งประเทศ ขณะที่ภาครัฐไทยต้องส่งเสริมการปรับตัวให้เอสเอ็มอีไทยผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ในแต่ละประเทศคู่ค้าทั้งกฎระเบียบ กฎหมาย มาตรฐาน ภาษี ข้อมูลทางการตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มความต้องการ เป็นต้น โดยปี 2566 มูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐราว 1.65 ล้านล้านบาท เป็นการส่งออกรายใหญ่ราว 1.4 ล้านล้านบาท หรือ ร้อยละ 85 เอสเอ็มอีส่งออกมูลค่า 250,000 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 15 ขณะที่การนำเข้าของไทยจากสหรัฐมีมูลค่าราว 612,000 ล้านบาท เป็นรายใหญ่มูลค่า 544,000 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 89 เอสเอ็มอีมูลค่า 68,000 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 11 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและอิเล็กทรอนิคส์ของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ รวมถึงการเพิ่มข้อกำหนดของโลจิสติกส์ในสินค้าไทยที่จะเข้าสหรัฐส่งผลต้นทุนผู้ส่งออกไทยเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งความผันผวนของพลังงานจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ซับซ้อนขึ้นด้วย
3.การยกเลิกนโยบายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมดิจิทัล AI และ EV ที่มหาอำนาจทางเทคโนโลยีสหรัฐจะใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยสหรัฐนำเข้าสินค้าที่สำคัญจากจีน อาทิ โทรศัพท์ อุปกรณ์โทรศัพท์และส่วนประกอบ เครื่องจักรสำหรับการประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และแบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ตลาดสินค้าอุปกรณ์ IT AI EV จะมีการปรับตัวทางด้านโครงสร้างการผลิต ส่งออก ต้นทุนและราคาขาย
4. การขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายแบน TIK TOK 75 วัน เพื่อเตรียมแผนรองรับกับผู้ใช้งานชาวสหรัฐกว่า 170 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยอาจปรับยุทธวิธีการค้าในช่องทางออนไลน์ e-commerce ที่จะเข้าถึงตลาดของสหรัฐเพิ่มมากขึ้นจากแพลตฟอร์ม facebook เป็นต้น ซึ่งการแบน TIK TOK สร้างผลกระทบต่อการค้าเศรษฐกิจและผู้ใช้งานของสหรัฐเช่นกัน การใช้มาตรการที่ทำลายบรรยากาศการค้าที่ดีระหว่างประเทศจะเป็นผลเสียที่จะสั่นสะเทือนเศรษฐกิจดิจิทัลของสหรัฐด้วยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ขณะที่จีนยังยึดพืนที่ digital marketing แบบ “ในให้ออก นอกไม่ให้เข้า” ปิดกั้นด้วยการทดแทนใช้งานแพลตฟอร์มในประเทศ ซึ่งไทยและสหรัฐก็ต่างต้องการให้จีนเปิดโอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้นเพราะตลาดจีนใหญ่เกินพอสำหรับไทยที่จะใช้เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ

5. การยึดกรีนแลนด์และคลองปานามา อาจสร้างชนวนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ขยายวงขึ้น ร่วมกับการลดการสนับสนุนยูเครน อาจเป็นโอกาสของรัสเซียที่จะรุกคืบ รวมถึงความขัดแย้งกับอิหร่านที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของโลก และต้องไม่ให้เกิดการขยายลามเป็นสงครามความขัดแย้งครั้งใหที่เศรษฐกิจโลกแลและไทยมีความเสี่ยงด้านความผันผวนต้นทุนสินค้านำเข้าส่งออก
เรื่องเร่งด่วนสำคัญ คือ การกำหนดกรอบยุทธศาสตร์เพื่อสร้างโอกาสเจรจาสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดี สร้างสมดุลทางการค้าไทย-สหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญมาโดยต่อเนื่อง โดยไทยเกินดุลการค้าสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2566 มีมูลค่าเกินดุลราว 1.05 ล้านล้านบาท ขณะที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีนมาอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2566 มีมูลค่าขาดดุลการค้ากับจีนถึงราว 1.27 ล้านล้านบาท ขณะที่การดึงนักลงทุนต่างชาติ (FDI) เข้ามาลงทุนในไทยจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับ Supply Chain ภายในประเทศให้มากที่สุด รวมทั้งการจ้างงาน และยกระดับเทคโนโลยี นวัตกรรมของผู้ประกอบการไทยร่วมด้วย
ทั้งนี้นอกจากปัจจัยภายนอกจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ก่อความผันผวนต้นทุนสินค้า พลังงานและความเสี่ยงต่อสถานการณ์สงครามขยายวง สงครามการค้าสหรัฐ-จีนและประเทศที่เกินดุลการค้าจากสหรัฐรวมทั้งประเทศไทยที่จะเป็นปัจจัยเร่งวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้ถดถอย บรรยากาศการค้า การลงทุน เนื่องจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ในยุคทรัมป์ 1.0 สหรัฐตอบโต้จีนขึ้นภาษี 6,847 รายการ ขนะที่จีนโต้กลับขึ้นภาษี 5,865 รายการ โดยประเทศไทย สงครามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงแซงเศรษฐกิจกับแรงเสียดทานที่จะมีต่อสหรัฐของประชาคมโลกในประเด็นปลดวาระโลกร้อนถอนความร่วมมือ ประเทศไทยต้องหันมาปรับกระบวนทัพรับศึกภายในไปพร้อมๆกัน
1. สงครามหนี้ครัวเรือนด้อยคุณภาพ หนี้เสียและหนี้นอกระบบที่ยังยืดเยื้อกับสถานการณ์หนี้ในระบบไหลลงนอกระบบเพิ่มขึ้น จากการสำรวจของ สสว. ไตรมาส 4/2567 เปรียบเทียบไตรมาส 3/2567 พบว่า หนี้ในระบบของเอสเอ็มอีจากร้อยละ 33 ลดลงเหลือร้อยละ 29 ขณะที่หนี้ผสมผสานทั้งในและนอกระบบร่วมกันของเอสเอ็มอีพบว่าจากร้อย 43 เหลือร้อยละ 26 แต่กลับไปเพิ่มหนี้นอกระบบของเอสเอ็มอีที่จากเดิมร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 46 โดยข้อมูลความสามารถในการชำระหนี้เอสเอ็มอีตามเงื่อนไขอยู่ที่ร้อยละ 63 ร้อยละ 32 ชำระได้แต่ผิดเงื่อนไขและร้อยละ 4 ผิดเงื่อนไขการชำระหนี้ ฉะนั้น “คุณสู้ เราช่วย”เป็นมาตรการที่ดีและตั้งใจจริงของภาครัฐและสถาบันการเงินจะช่วยการลุกลามหนี้นอกระบบอย่างไร ต้องปรับวิธีการให้ตอบโจทย์ยั่งยืนแบบใด เอสเอ็มอีลุกขื้นสู้ รัฐยื่นมือช่วย ได้ลดภาระแต่ขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบในการบริหารจัดการพัฒนายกระดับเอสเอ็มอีให้รองรับเศรษฐกิจใหม่ควบคู่ไปด้วย อีกทั้งปัญหาของผู้ถูกปฏิเสธจากสถาบันการเงิน คือ การค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอียังเป็นปัญหาใหญ่ของโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนที่พบว่าร้อยละ 62 ขาดหลักประกัน ร้อยละ 19 ขาดคุณสมบัติ ร้อยละ 9 ขาดความน่าเชื่อถือ รายได้ไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น

2. สงครามเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนากำลังคนของประเทศที่หากไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและรุกคืบ ไทยจะเผชิญผลิตภาพทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถแข่งขันที่ลดลง ซึ่งผลสำรวจ สสว. พบว่าเอสเอ็มอีที่มีการฝึกอบรมทักษะแรงงาน 2 ปีที่ผ่านมามีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น โดยรายย่อยร้อยละ 7 รายย่อมร้อยละ 13 รายกลางร้อยละ 17 ขณะที่เอสเอ็มอีภาคการผลิตร้อยละ 9 ภาคการบริการร้อยละ 9 ภาคการค้าร้อยละ 6 ภาคธุรกิจการเกษตรร้อยละ 6 และหากพิจารณาการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ของเอสเอ็มอีพบว่ามีเพียงร้อยละ 17 เป็นภาคการผลิตร้อยละ 23 ภาคการบริการร้อยละ 20 ภาคการค้าร้อยละ 17 ภาคธุรกิจการเกษตรร้อยละ 7 ซึ่งอุปสรรคที่เอสเอ็มอีเผชิญในการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลขั้นสูงมาใช้ อาทิ ขาดแหล่งทุนร้อยละ 30 ขาดความตระหนัก ความรู้เกี่ยวกับดิจิทัลเทคโนโลยีร้อยละ 22 ความยากในการประเมินประโยชน์ของเทคโนโลยีใหม่ร้อยละ 18 การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ใช้เวลาในการคุ้มทุนนานร้อยละ 9 เป็นต้น
3. สงครามเศรษฐกิจนอกระบบขยายตัว กับมูลค่าร้อยละ 46 ของ GDP ประเทศไทย ทำแบบแยกส่วน ขาดกลยุทธ์รองรับปกป้องผู้ประกอบการไทย ขจัดทุนข้ามชาติผิดกฎหมาย นอมินีรุกผู้ประกอบการไทย แพลตฟอร์มท่องเที่ยว e-commerce นอกระบบ ขาดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สร้างขยายการใช้งานแพลตฟอร์มที่สามารถพึ่งพาตนเอง แต่บางหน่วยงานกลับนำงบประมาณไปสนับสนุนอุดหนุนแพลตฟอร์มต่างชาติ ปัญหาการดึงแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการเข้าระบบขาดมาตรการจูงใจและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
4. สงครามสังคมเหลื่อมล้ำ กับสังคมสูงวัยประชากร 13.4 ล้านคน อายุมากกว่า 60 ปี ยังเผชิญหนี้นอกระบบถึงร้อยละ 46 เฉลี่ย 55,000 บาทต่อคน และมีผู้สูงอายุที่ยังทำงานราว 5 ล้านคน ขณะที่เราขาดแผนการรองรับการสร้างงาน สร้างอาชีพ วางแผนเตรียมพร้อมกำลังคนก่อนเข้าสังคมสูงวัย ปัญหาบัณฑิตใหม่มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นกับการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ปัญหายาเสพติดระบาดที่มีจำนวนนักโทษกว่าร้อยละ 80 มาจากคดียาเสพติดและเพิ่มจำนวนถึง 285,000 คนแต่การแก้ปัญหาที่ต้นตอปราบปรามกลับไม่เป็นรูปธรรมจริงจัง คนแน่นคุกติดอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชีย
ความท้าทายของปัจจัยภายนอก – ภายในประเทศเป็นสิ่งที่ภาครัฐและภาคเอกชนต่างต้อร่วมมือกันทำงานที่เข้มข้นมากขึ้นในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างโอกาสใหม่ทางการค้าการลงทุน เร่งเพิ่มขีดความสามารถกำลังคนในประเทศให้ผู้ประกอบการและแรงงานที่มี Digital – Social – AI Literacy รวมทั้งผู้ประกอบการที่มีฐานนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ (Innovation driven enterprises; IDEs) เพราะวันนี้ “เศรษฐกิจประเทศไทยต้องเร่งผู้ประกอบการไทยขยายเติบโตไปในตลาดโลก” ภาครัฐต้องเสริมความแข็งแกร่งของภาคเอกชนที่จะเป็น “นักรบเศรษฐกิจใหม่” สร้างรายได้ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทย

