หน้าแรก เศรษฐกิจ กอบศักดิ์ แนะ...

กอบศักดิ์ แนะไทยวางตัวเป็นกลางผ่าดงหนาม 6 สงครามโดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ 4 ปีจากนี้เตรียมปั่นป่วน

23.01.25 | 16:03 น.

กอบศักดิ์ แนะไทยวางตัวเป็นกลางผ่าดงหนาม 6 สงครามโดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ 4 ปีจากนี้เตรียมปั่นป่วน


เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ถือว่าสร้างมาตรฐานใหม่ในการเข้ารับตำแหน่ง เป็นการทำงานให้ออกมาเป็นรูปธรรมภายในวันแรก จากเดิมที่จะมีการตั้งกรอบไว้ อาทิ 100 วันแรกจะมีอะไรออกมา จึงให้คะแนนทรัมป์ในระดับเอบวกๆ โดยมองว่าขณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หรือเห็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของสิ่งที่ทรัมป์จะทำเท่านั้น จากนี้คำสั่งต่างๆ จะลดน้อยลง เหลือแต่เรื่องยากๆ เท่านั้น เพราะมีการเตรียมคนและแผนจะดำเนินการไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะสงครามการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงถัดไป ซึ่งประเทศไทยจะต้องประเมินอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เพราะมองว่าในช่วง 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็นช่วงที่มีสีสัน ความผันผวนและความปั่นป่วนตามมา จากการได้ประธานาธิบดีเป็นโดนัลด์ ทรัมป์

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีการออกคำสั่งผ่านอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐออกมาหลายฉบับ ซึ่งไม่คิดว่าจะมีรัฐบาลใดออกคำสั่งได้รวดเร็วขนาดนี้ โดยเฉพาะการประเมินในลักษณะการออกคำสั่งในสงครามสำคัญ 5-6 เรื่องของตัวเอง ตามแนวคิดและความเชื่อระหว่างพรรคเดโมแครต และริพับลิกันที่ไม่เหมือนกัน อาทิ การยกเลิกคำสั่งนายโจ ไบเดน เดิมกว่า 78 ฉบับ อาทิ การปิดพรมแดน เพื่อป้องกันการเข้ามาของพลเมืองในประเทศอื่น ที่มีความกังวลผู้ลักลอบเข้าเมืองเหล่านั้นจะเข้ามาก่ออาชญากรรมในสหรัฐ หรืออาจมีคดีติดตัวมา สงครามเทคโนโลยีที่มองว่าสหรัฐอาจเพลี่ยงพล้ำคู่แข่งสำคัญอย่างจีนได้ จึงมีโครงการสตาร์เก็ต เพื่อเป็นผู้นำในด้านเอไอ ทำให้สหรัฐเป็นผู้นำเชิงเทคโนโลยีอย่างแท้จริง รวมถึงสงครามจริงๆ อย่างยูเครนและรัสเซีย ที่ได้ขู่ วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่าในอนาคตหากยังไม่เลิกทำสงคราม จะมีการแชงชั่นและเก็บภาษีมากขึ้น รวมถึงต่อสู้กับเรื่องอื่นที่มองว่าเอาเปรียบสหรัฐในหลากหลายด้านเพิ่มเติม

“โครงการสตาร์เกตมีความสำคัญมาก เพราะตัวสตาร์เกตจะเป็นการทำให้สหรัฐมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านเอไอให้แข็งแรงมากขึ้น รวมถึงอยู่ในสหรัฐเอง เพราะไม่เชื่อมั่นจะให้ข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ออกไปอยู่นอกสหรัฐได้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้รัฐบาลทำก่อนคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทำให้โมเมนตัมเศรษฐกิจเดินหน้าต่อ ไม่หยุดลง เนื่องจากจะมีปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาเศรษฐกิจไทยตามมาอีกเยอะ จึงต้องเตรียมพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ เพราะปี 2568 นี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 3% ตามแรงส่งความต้องการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสินค้า การส่งออกไทยจะได้อานิสงส์เชิงบวกตามไป” นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องที่ดีคือ สงครามการค้าที่ประกาศว่าจะขึ้นกำแพงภาษีกับประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐในระดับสูงได้ชะลอออกไปก่อน ทำให้การตอบรับการกลับมาของทรัมป์ ผ่านทั้งหุ้นสหรัฐ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ และสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) ที่ประกาศไว้ว่าจะหาที่ยืนของคริปโตเพื่อทำตามเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เป็นการตอบรับในเชิงการปรับตัวขึ้น

Advertisement

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ผลกระทบต่อประเทศไทย มีหลายส่วนเพราะมีความเชื่อมโยงต่างประเทศหลายส่วน ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว เงินทุนไหลเข้า และค่าเงิน เพราะประเทศไทยเป็นเกาะเล็กๆ ของโลก ประเด็นเหล่านี้จึงมีความสำคัญกับไทย โดยมองว่าสงครามการคเามาถึงไทย ตอนนี้เป็นการต่อรองกันอยู่ จัสู้กันอย่างไร ตรงนี้มองว่ามีปัญหาแน่ แต่จะเมื่อใดและมากน้อยเท่าใดเท่านั้น โดยมองว่าสงครามการค้าของไทยน่าจะบริหารจัดหารได้ เพราะมีความประหลาดจากเดิม เป็นสงครามการค้าที่ 1 คนทะเลาะกับทั่วโลก ไม่ได้เป็นกลุ่มๆ ที่ทะเลาะกัน เป็นการขึ้นภาษีเฉพาะเจาะจงกับจีน และโรงงานจีนที่ไปตั้งหลบซ่อนในแต่ละประเทศที่วางไว้ จึงอยากให้ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางอย่างชัดเจน อาจมีปัญหาในเรื่องการเข้ามาจัดตั้งโรงงานจีนในไทยมากอยู่ แต่น่าจะเป็นการต่อสู้แบบเฉพาะเจาะจง เนื่องจากมองว่าไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการต่อสู้กับจีน

“สมรภูมิการเมืองระหว่างสหรัฐและจีน จะรุนแรงคุกรุ่นมาก แต่มองว่าประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์ผลดีก็ได้ จากที่หลายคนประเมินกันว่า จะแย่หมด เพราะคิดง่ายๆ คือหากสหรัฐการขึ้นภาษีกับจีนแค่ 30% ไม่ต้องถึง 60% ก็ได้ แต่ขึ้นภาษีสินค้าไทย 10% เมื่อขึ้นภาษีแล้วราคาสินค้าทุกอย่างที่มาจากจีนจะปรับขึ้น 30% ไทยขึ้นเพียง 10% เราจึงอาจได้อานิสงส์จากส่วนแบ่งสินค้าของจีนที่หายไป ซึ่งถือเป็นหัวใจที่ได้รับประโยชน์จากสงครามการค้า” นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนด้านการท่องเที่ยว มองว่าปีนี้ยังดีได้ โดยหากสงครามการค้าจำกัดวงเพียงกระจุกเดียวเท่านั้น คนที่อื่นก็ยังเดินทางได้ปกติ เงินทุนไหลเข้าโดยตรง มองว่าดีและน่าจะดีต่อเนื่องหลายปี เพราะยิ่งทะเลาะกันต่อเนื่องมากเท่าใด คนก็จะยิ่งออกจากจีนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทุกประเทศอยากทำธุรกิจร่วมกับเอเชีย พออยู่จีนไม่ได้ก็จะย้ายไปที่อื่น และไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจเช่นกัน นอกจากนี้ ในเรื่องการเข้าร่วมกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) มองว่ายังจำเป็นต้องเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทุกคน เพราะประเทศในบริกส์ในอนาคตจะเติบโตและใหญ่ขึ้น ซึ่ง 4 ปีหลังจากนี้ทรัมป์จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมแล้ว โดยมองว่าการวางแผนเป็นกลางของไทยจะเป็นประโยชน์สูงมากในอนาคต ทำให้เราผ่าดงหนามไปได้ ผ่านการยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก