หน้าแรก เศรษฐกิจ ขมวดปม ปรากฏก...

ขมวดปม ปรากฏการณ์ทรัมป์ 2.0 กับทางรอดไทยที่กูรูศก.เฟ้นมาแล้ว

24.01.25 | 19:55 น.
ทรัมป์ 2.0

ขมวดปมปรากฏการณ์ทรัมป์ 2.0 กับทางรอดไทยที่กูรูศก.เฟ้นมาแล้ว

นับตั้งแต่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับทั่วทั้งโลก ผ่านปลายปากกาที่เซ็นเอกสารยกเลิกหรือเริ่มต้นมาตรการต่างๆ มากมาย

จากตื่นเต้นกลายเป็นความกังวล ลุกลามปั่นป่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้ในชนิดที่ว่า หากเผลอพลาดข่าวทรัมป์เพียง 2-3 ชั่วโมง อาจคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแล้วก็ได้!!

ยกตัวอย่างนโยบายของทรัมป์ ยุค 2.0 ที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างอื้ออึง อาทิ การถอนตัวจากความตกลงกรุงปารีสแก้ปัญหาโลกร้อน เพิ่มผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะไม่เชื่อเรื่องโลกสีเขียว

ตลอดจนการถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะมองว่าสหรัฐสูญเสียงบประมาณให้ WHO มากกว่าประเทศอื่นๆ อีกทั้ง WHO ก็ไม่สามารถรับมือกับการระบาดโควิด-19 ดีเท่าที่ควร แถมมองว่าล้มเหลวในการจัดการด้วย

ตามมาด้วยการยึดกรีนแลนด์-คลองปานามาคืน เพราะกังวลว่าจีนจะเป็นผู้มีอำนาจมากสุดในคลองปานามา

Advertisement

การรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา-เม็กซิโก 25% กำหนดให้มีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

รวมทั้งอภัยโทษผู้ก่อจลาจลบุกคองเกรสกว่า 1,500 คน และยกเลิกนโยบายคุมปัญญาประดิษฐ์-รถยนต์ไฟฟ้า และประกาศส่งนักบินอวกาศไปดาวอังคาร

กูรูเศรษฐกิจไทยอย่าง นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองต่อการปรากฏการณ์ทรัมป์2 ว่า การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ถือว่าสร้างมาตรฐานใหม่ในการเข้ารับตำแหน่ง

เพราะเป็นการทำงานให้ออกมาเป็นรูปธรรมภายในวันแรก จากเดิมที่จะมีการตั้งกรอบไว้ อาทิ 100 วันแรกจะมีอะไรออกมา จึงให้คะแนนทรัมป์ในระดับเอบวกๆ

พร้อมมองว่าขณะนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หรือเห็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของสิ่งที่ทรัมป์จะทำเท่านั้น จากนี้คำสั่งต่างๆ จะลดน้อยลง เหลือแต่เรื่องยากๆ เท่านั้น เพราะมีการเตรียมคนและแผนจะดำเนินการไว้หมดแล้ว

โดยเฉพาะสงครามการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงถัดไป ซึ่งประเทศไทยจะต้องประเมินอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เพราะมองว่าในช่วง 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็นช่วงที่มีสีสัน ความผันผวนและความปั่นป่วนตามมา จากการได้ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นโดนัลด์ ทรัมป์

ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีการออกคำสั่งผ่านอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐออกมาหลายฉบับ ซึ่งไม่คิดว่าจะมีรัฐบาลใดออกคำสั่งได้รวดเร็วขนาดนี้

โดยเฉพาะการประเมินในลักษณะการออกคำสั่งในสงครามสำคัญ 5-6 เรื่องของตัวเอง ตามแนวคิดและความเชื่อระหว่างพรรคเดโมแครต และรีพับลิกันที่ไม่เหมือนกัน อาทิ การยกเลิกคำสั่งนายโจ ไบเดน เดิมกว่า 78 ฉบับ อาทิ การปิดพรมแดน เพื่อป้องกันการเข้ามาของพลเมืองในประเทศอื่น ที่มีความกังวลผู้ลักลอบเข้าเมืองเหล่านั้นจะเข้ามาก่ออาชญากรรมในสหรัฐ หรืออาจมีคดีติดตัวมา สงครามเทคโนโลยีที่มองว่าสหรัฐอาจเพลี่ยงพล้ำคู่แข่งสำคัญอย่างจีนได้

จึงมีโครงการสตาร์เกต เพื่อเป็นผู้นำในด้านเอไอ ทำให้สหรัฐเป็นผู้นำเชิงเทคโนโลยีอย่างแท้จริง รวมถึงสงครามจริงๆ อย่างยูเครนและรัสเซีย ที่ได้ขู่ วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ว่าในอนาคตหากยังไม่เลิกทำสงคราม จะมีการแซงก์ชั่นและเก็บภาษีมากขึ้น รวมถึงต่อสู้กับเรื่องอื่นที่มองว่าเอาเปรียบสหรัฐในหลากหลายด้านเพิ่มเติม

โครงการสตาร์เกตมีความสำคัญมาก เพราะตัวสตาร์เกตจะเป็นการทำให้สหรัฐมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านเอไอให้แข็งแรงมากขึ้น รวมถึงอยู่ในสหรัฐเอง เพราะไม่เชื่อมั่นจะให้ข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ออกไปอยู่นอกสหรัฐได้

โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้รัฐบาลทำก่อน คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทำให้โมเมนตัมเศรษฐกิจเดินหน้าต่อ ไม่หยุดลง เนื่องจากจะมีปัญหาหนี้ครัวเรือน และปัญหาเศรษฐกิจไทยตามมาอีกเยอะ จึงต้องเตรียมพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้

เพราะปี 2568 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 3% ตามแรงส่งความต้องการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสินค้า การส่งออกไทยจะได้อานิสงส์เชิงบวกตามไป” นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์ระบุอีกว่า เรื่องที่ดีคือ สงครามการค้าที่ประกาศว่าจะขึ้นกำแพงภาษีกับประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐในระดับสูงได้ชะลอออกไปก่อน ทำให้การตอบรับการกลับมาของทรัมป์ ผ่านทั้งหุ้นสหรัฐ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ และสกุลเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) ที่ประกาศไว้ว่าจะหาที่ยืนของคริปโทเพื่อทำตามเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เป็นการตอบรับในเชิงการปรับตัวขึ้น

ประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย มีหลายส่วนเพราะมีความเชื่อมโยงต่างประเทศหลายส่วน ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว เงินทุนไหลเข้า และค่าเงิน เพราะประเทศไทยเป็นเกาะเล็กๆ ของโลก ประเด็นเหล่านี้จึงมีความสำคัญกับไทย

โดยมองว่าสงครามการค้า ตอนนี้เป็นการต่อรองกันอยู่ จะสู้กันอย่างไร ตรงนี้มีปัญหาแน่ แต่จะเมื่อใดและมากน้อยเท่าใดเท่านั้น โดยสงครามการค้าของไทยน่าจะบริหารจัดหารได้ เพราะมีความประหลาดจากเดิม เป็นสงครามการค้าที่ 1 คนทะเลาะกับทั่วโลก ไม่ได้เป็นกลุ่มๆ ที่ทะเลาะกัน เป็นการขึ้นภาษีเฉพาะเจาะจงกับจีน และโรงงานจีนที่ไปตั้งหลบซ่อนในแต่ละประเทศที่วางไว้

จึงอยากให้ประเทศไทยวางตัวเป็นกลางอย่างชัดเจน อาจมีปัญหาในเรื่องการเข้ามาจัดตั้งโรงงานจีนในไทยมากอยู่ แต่น่าจะเป็นการต่อสู้แบบเฉพาะเจาะจง เนื่องจากมองว่าไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการต่อสู้กับจีน

“สมรภูมิการเมืองระหว่างสหรัฐและจีน จะรุนแรงคุกรุ่นมาก แต่มองว่าประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์ผลดีก็ได้ จากที่หลายคนประเมินกันว่า จะแย่หมด เพราะคิดง่ายๆ คือหากสหรัฐการขึ้นภาษีกับจีนแค่ 30% ไม่ต้องถึง 60% ก็ได้ แต่ขึ้นภาษีสินค้าไทย 10% เมื่อขึ้นภาษีแล้วราคาสินค้าทุกอย่างที่มาจากจีนจะปรับขึ้น 30% ไทยขึ้นเพียง 10% เราจึงอาจได้อานิสงส์จากส่วนแบ่งสินค้าของจีนที่หายไป ซึ่งถือเป็นหัวใจที่ได้รับประโยชน์จากสงครามการค้า” นายกอบศักดิ์กล่าว

สำหรับด้านการท่องเที่ยว มองว่าปี 2568 นีัยังดี โดยหากสงครามการค้าจำกัดวงเพียงกระจุกเดียวเท่านั้น คนที่อื่นก็ยังเดินทางได้ปกติ เงินทุนไหลเข้าโดยตรง หรือเอฟดีไอ มองว่าดีและน่าจะดีต่อเนื่องหลายปี เพราะยิ่งสหรัฐทะเลาะกับจีนต่อเนื่องมากเท่าใด คนก็จะยิ่งออกจากจีนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทุกประเทศอยากทำธุรกิจร่วมกับเอเชีย พออยู่จีนไม่ได้ก็จะย้ายไปที่อื่น และไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจเช่นกัน

นอกจากนี้ ในเรื่องการเข้าร่วมกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) มองว่ายังจำเป็นต้องเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทุกคน เพราะประเทศในบริกส์ในอนาคตจะเติบโตและใหญ่ขึ้น ซึ่ง 4 ปีหลังจากนี้ทรัมป์จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมแล้ว โดยมองว่าการวางแผนเป็นกลางของไทยจะเป็นประโยชน์สูงมากในอนาคต ทำให้เราผ่าดงหนามไปได้ ผ่านการยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ขยายความในภาคการท่องเที่ยวอีกนิด มองว่าปี 2568 เชื่อว่าท่องเที่ยวจะดีต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่มีความหวังว่าจะดีมากขึ้น ทำให้คนกล้าเที่ยวมากขึ้น โดยส่วนนี้อยากให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มากขึ้น เพื่อโปรโมตในตลาดที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก และเลือกเข้ามาเที่ยวไทย จากตัวเลือกอื่น อาทิ เวียดนาม

ซึ่งปี 2567 อินเดียเข้ามาเที่ยวไทยแตะระดับ 2 ล้านคนเป็นครั้งแรก เทียบกับเวียดนามที่เข้าไปเที่ยวประมาณ 6 แสนคน โดยอยากให้ขยายตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้าน เป็น 5 ล้านและมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจีนที่เข้ามาไทยเพิ่มขึ้นแตะ 11 ล้านคนในปี 2562 ซึ่งมองว่าอินเดียมีศักยภาพเป็นไปได้

ส่วนนี้ต้องขอบคุณ ททท.ในการทำตลาดมาก เพราะหากเดินหน้าท่องเที่ยวและเพิ่มการเติบโตได้ จะทำให้ไทยมีแรงส่งเศรษฐกิจมากขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของเม็ดเงินเอฟดีไอ อยากให้รัฐบาลปลดล็อกทุกอย่าง อย่ากลัวที่ต่างชาติจะเข้ามาอยู่ไทยมากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 40 ล้านคนก็รับมาแล้วและรับได้ จะมีปัญหาอะไรในการรับอีกสัก 1 แสนคน แต่เป็นการเข้ามาในระดับไฮเอนด์ มีความสามารถพิเศษจริงๆ โดยไทยจะต้องมีวีซ่าพิเศษให้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามา

หากในอนาคตเราสามารถทำได้ดีๆ จะเป็นแรงส่งอีกตัวในรูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจไทยได้ ดึงการลงทุนใหม่ๆ ขับเคลื่อนการหมุนตัวเศรษฐกิจ และการจ้างงานใหม่มากขึ้น

“การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้โมเมนตัมวิ่งไปต่อไป โจทย์สำคัญคือ การเดินทางหน้าแย่งชิงส่วนแบ่งเม็ดเงินเอฟดีไอเข้ามาในไทยมากที่สุด เปรียบเทียบเป็นรถถังเอฟดีไอ หากจะเป็นสงครามเศรษญกิจระหว่างเพื่อนบ้าน 10 ประเทศช่วงถัดไป รถถังที่มีมากสุดอยู่ในสิงคโปร์ เวียดนามได้ 3 คัน ไทยได้เพียง 1 คันเท่านั้น ทำให้เราต้องเพิ่มขึ้น หากเดินหน้าตามไม่ทันจะมีปัญหาหากต้องสู้กันจริงๆ ในอนาคต” นายกอบศักดิ์ทิ้งท้าย