ระบบเช็กอินล่ม สนามบินดอนเมือง เกิดจากระบบ SITA (ซิต้า) ขัดข้อง ยันกลับมาปกติแล้ว-ทอท. เตรียมประชุมบ่ายนี้
เมื่อวันที่ 25 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. ผู้โดยสารที่เดินทางมาสนามบินดอนเมืองต้องเผชิญกับความไม่สะดวก หลังจากต้องประสบปัญหากับระบบเช็กอินล่ม รวมทั้งการเช็กอินด้วยตนเองผ่านตู้ Kiosk ที่อาคารผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศเกิดปัญหาขัดข้อง ส่งผลให้คิวการเช็กอินยาวกว่าปกติ และ ต้องรอนานกว่า 1 ชั่วโมง
อ่านข่าว – ด่วน! ระบบเช็กอิน สนามบินดอนเมืองล่ม แนะผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทาง
ทั้งนี้ พบว่า ผู้โดยสารหลายคนแสดงความไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากต้องรอคิวนานกว่าปกติ โดยบางรายแจ้งว่าต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงกว่าจะสามารถเช็กอินได้ปกติ
อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่สนามบินดอนเมืองมีการปรับแผนการทำงานเป็นการชั่วคราว โดยมีการเพิ่มบุคลากรในการช่วยเหลือผู้โดยสาร และปรับใช้ระบบสำรองแบบแมนนวลเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประกาศแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางมากกว่าปกติ แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลการเดินทางผ่านช่องทางออนไลน์ของสายการบิน
จากนั้นเวลา 07.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แจ้งสถานการณ์ล่าสุดกลับมาเป็นปกติแล้ว พร้อมกับขออภัยผู้โดยสารกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า มีแผนและมาตรการรองรับเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และเมื่อเช้าที่เกิดปัญหาไม่มีผู้โดยสารตกเครื่อง
เบื้องต้น จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. (AOT) เผยว่า ทางท่าอากาศยานดอนเมือง ระบุว่า สาเหตุของการขัดข้องระบบเช็กอิน ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา ประมาณ 03.00 น. นั้นเนื่องจากระบบที่ชื่อว่า SITA (ซิต้า) ของบริษัทเอกชนซึ่งเป็นระบบเซิฟเวอร์ที่ใช้งานทั่วประเทศล่ม
แม้ว่า ก่อนหน้านี้ท่าอากาศดอนเมืองเคยเกิดปัญหาระบบล่มมาแล้ว แต่ยืนยันว่าเป็นคนละระบบ และทางท่าอากาศยานดอนเมืองได้ทำการอัพเดทระบบและสามารถกลับมาใช้ได้ตามปกติเวลา 05.00 น. พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารใช้ระบบเช็กอินที่เคาน์เตอร์ของแต่ละสายการบินแทน
อย่างไรก็ตาม นายกีรติ กล่าวว่า ช่วงเวลา 13.00 น. วันนี้ (25 ม.ค.68 ) ทางทอท. และ ทางท่าอากาศยานดอนเมือง จะมีประชุมพร้อมกันที่ ศูนย์บริหารจัดการท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงโดยละเอียดและหาแนวทางแก้ไขในระยะยาวต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก รวมถึงต้องมาวางแผนการรับมือปัญหาอีกครั้งหากเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต


