สหพัฒน์รับรายได้โตต่ำกว่าปีก่อน ตั้งเป้ายอดขายมาม่าโต 10% เผยคู่แข่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป-ผงซักฟอกแข่งดุ

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) แถลงแผนและเป้าหมายการดำเนินการของบริษัทในปี 2560 ว่า ปี 2560 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 33,000 ล้านบาท โต 0.5% จากปี 2559 มียอดขาย 32,845 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปี 2558 ที่ 13.2% และมากกว่าเป้ามายที่เดิมตั้งไว้ 10% ทั้งนี้ สาเหตุที่เป้าหมายปี 2560 โตในอัตราที่น้อยกว่าปี 2559 เนื่องจาก ผู้ประกอบการ 2 รายคือ กะทิอร่อยดี และไนกี้นำสินค้าออกไปจำหน่ายด้วยตัวเอง จากเดิมที่ให้บริษัทเป็นผู้บริหารจัดการให้ คาดว่าส่วนนี้จะกระทบต่อยอดขายของบริษัทประมาณ 2,600 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้หายอดขายทางอื่นมาทดแทน โดยล่าสุดได้เป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์ อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) และเตรียมเปลี่ยนช่องทางการขายของไนกี้เดิมที่เป็นของบริษัท เป็นร้านจำหน่ายสินค้ามัลติแบรนด์ชื่อ “บียอน”ตั้งเป้าเปิดสาขาให้ได้ 10-20 แห่ง งบลงทุนสาขาละ 1 ล้านบาท สำหรับเป้ายอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ในปี 2560 ตั้งเป้าสร้างยอดขาย 9,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้าที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบจากปี 2558 และครองส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในอัตรา 52% เพิ่มกลยุทธ์การตลาดด้วยการใส่รหัสลับในซองเพื่อจูงใจลูกค้า อีกทั้งได้ปรับกลยุทธ์ภายในบริษัทให้ทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้การตลาดตรงความต้องการของลูกค้าแต่ละภาค ตั้งคนในแต่ละแผนกเพื่อหายุทธศาสตร์ทางการตลาด ว่าสินค้าแต่ละตัวต้องพัฒนาอย่างไร เป็นต้น

ทั้งนี้ ยอมรับว่าตลาดผงซักฟอกและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงที่ผ่านมารวมถึงปี 2560 แข่งขันกันอย่างดุเดือดทุ่มงบการตลาดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น ซื้อ 1 แถม 1 ทำให้บริษัทต้องออกโปรโมชั่นมาต่อสู้บ้างเพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดไว้ แต่ยังจะรักษาอัตรากำไรสุทธิของแต่ละสินค้าไว้ที่ 3-4% ให้ได้เช่นเดิม และในปี 2560 คาดว่าการขายน้ำแร่มองต์เฟลอจะได้รับความนิบมเป็นอย่างมากเพราะบริษัทจะเข้าไปทำตลาดในจุดที่เคยละเลยไว้ นอกจากนี้ ปลายเดือนมีนาคมนี้จะเป็นเป็นผู้จัดจำหน่าย “กะทิพร้าวหอม” ขณะที่ไตรมาสแรกจนถึงครึ่งปีแรกบริษัทจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น มาม่าข้าวต้ม ทิชชู่เปียก ผลิตภัณฑ์ก๊ดเอช (Good Age) เช่น แปรงสีฟันด้ามใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น

นายบุญชัยกล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ในระหว่างศึกษาการขยายแวร์เฮ้าส์กลางที่ปัจจุบันอยู่ที่จังหวัดชลบุรีจากเดิม 3 หมื่นตารางเมตรเป็น 5 หมื่นตารางเมตร คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ยังได้ลงทุนซอฟแวร์ใหม่เพื่อรับกับการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งแบบบีทูบีและบีทูซีโดยใช้งบลงทุนไปกว่า 52 ล้านบาท อีกทั้งเตรียมใช้คลังสินค้าที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งขอนแก่น เชียงใหม่ กรุงเทพ นครราชสีมาสำรองสินค้ายอดนิยม 72 รายการเพื่อให้สินค้าส่งถึงมือร้านค้าได้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากสั่ง

สำหรับกำลังซื้อนั้นคาดว่าในปี 2560 จะดีขึ้นจากปีก่อนหน้า เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตในระดับ 3.2-3.3% เศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังปรับตัวขึ้น มีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายยอดขาย 10% ใน 2 เดือนแรกนั้นยอมรับว่ายังไม่เป็นไปตามเป้าเพราะทำได้เพียง 7% แต่คาดว่าทั้งปีจะกลับมาทำได้ตามเป้าหมาย

“กำลังซื้อไม่ได้เป็นห่วงอะไรมาก ขอแค่ภาครัฐติดตามมาตรการและโครงการที่ออกมาต่อเนื่อง เช่น โครงการประชารัฐก็ต้องติดคามว่าได้ผลหรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ยอมรับว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการทำงานอย่างเช่นการแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยก็เป็นเหมือนการแจกปลาให้กับคนจน มีข้อท้วงติงว่าเป็นเหมือนการให้ปลา แต่ควรให้เบ็ดตกปลามากกว่า แต่การให้เบ็ดตกปลาบางครั้งประชาชนอาจไม่มีปลาให้ตกก็ได้ อย่างไรก็ตาม การให้เงินผู้มีรายได้น้อยนั้นก็ต้องติดตามว่าเป็นการแจกเงินที่ตรงจุดจริงๆ และเป็นผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ด้วย”นายบุญชัยกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon