ปัจจัยความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะเครื่องยนต์ตัวสร้างรายได้หลัก อย่างภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออก แปรปรวนระลอกใหม่ หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ รอบสอง มาพร้อมความวิตกกังวลในทั่วโลก เมื่อวันที่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันแรกวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ได้เพิกถอนคำสั่งฝ่ายบริหารกว่า 78 ฉบับสมัยนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อนหน้า พร้อมลงนามในคำสั่งที่ตั้งใจจะบังคับใช้การระงับการออกกฎระเบียบ และหยุดการจ้างงานของรัฐบาลกลางไว้ก่อน
ทันทีที่คำสั่งฝ่ายบริหารที่ได้ลงนามออกสู่สาธารณะ ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก และเกิดคำถามมากมาย ถึงความเหมาะสมและไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน หลากหลายแง่มุม อาทิ สหรัฐจะถอนตัวจากความตกลงปารีสแก้ปัญหาโลกร้อน มุ่งเพิ่มผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล ถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ยึดกรีนแลนด์-คลองปานามา รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา-เม็กซิโก 25% ใช้บังคับ 1 กุมภาพันธ์นี้ อภัยโทษผู้ก่อจลาจลบุกคองเกรสกว่า 1,500 คน ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินชายแดนใต้ เนรเทศผู้อพยพผิด กม. ยกเลิกให้สัญชาติโดยกำเนิด ขยายเวลาบังคับใช้ กม.แบน TikTok 75 วัน ยกเลิกรับ LGBTQ+ ในหน่วยงานรัฐบาลกลาง-รับคนทำงานตามเพศสภาพแรกเกิด ยกเลิกนโยบายคุมปัญญาประดิษฐ์-รถยนต์ไฟฟ้า และประกาศส่งนักบินอวกาศไปดาวอังคาร
•หวังยุติสงครามยูเครน
จากการสำรวจเสียงสะท้อน เรื่องที่ดูจะเป็นเชิงบวกกับทั่วโลก คือ การที่ทรัมป์ประกาศว่าจะยุติสงครามรัสเซียและยูเครนให้ได้ หลังจากเข้ารับตำแหน่ง แม้เลื่อนจากเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะเห็นการยุติของสงครามทันทีภายในการรับตำแหน่งวันแรก แต่เพิ่มกรอบเวลาเป็นภายใน 6 เดือนนับจากนี้ ซึ่งลดทอนความหวังที่จะเห็นความสงบกลับคืนสู่โลกอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้หมดหวังเสียทีเดียว หากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสงครามที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อและยาวนานนี้ ส่งผลกระทบต่อพลเมืองในประเทศต้นทาง เกิดความสูญเสียทั้งในแง่ชีวิตและทรัพย์สินมากมายจนเกินรับไหว
รวมถึง การประกาศจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น แต่จะเริ่มต้นกับแคนาดาและเม็กซิโกก่อนเลย 25% จนกว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะสามารถหยุดยั้งกลุ่มผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและขจัดการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิลเข้าสหรัฐได้ และสินค้าจีนที่ประกาศว่าจะเก็บภาษีเพิ่มกว่า 60% รวมทั้งภาษีนำเข้าของสินค้าจากสหภาพยุโรปอีก ความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงเพิ่มสูงขึ้น เมื่อประเทศที่อยู่ใกล้เคียงสหรัฐยังกล้าทำได้ นับประสาอะไรกับประเทศไทยที่อยู่ห่างไกลออกมาเยอะด้วย ถึงแม้เป็นประเทศคู่ค้าที่ส่งออกสินค้าไปขายสหรัฐไม่น้อยในแต่ละปี จนเกินดุลการค้ากับสหรัฐด้วยเช่นกัน
กูรูด้านเศรษฐกิจ ประเมินว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าที่ต้องปรับตัวแบบไม่น้อยอย่างแน่นอน ซึ่งการส่งออกก็ถือเป็นรายได้หลักของประเทศไทย แต่รายได้หลักอีกตัวที่เป็นพระเอกของไทยอย่างต่อเนื่องหลายปีซ้อน ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวไทย ที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยหลักหลายล้านบาทต่อปี โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า จากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2567 พบว่า มีจำนวนรวม 35.54 ล้านคน เพิ่มขึ้น 26.27% เทียบกับปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% เทียบกับปีที่แล้ว แม้ต่ำกว่าเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งตั้งไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท แต่ถือว่าสร้างรายได้เข้ามาเยอะมากเช่นกัน
•หวั่นท่องเที่ยวรับศึกหนัก
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด เป็นต้นมา ต้องยอมรับว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลง และยังไม่กลับไปสู่จุดเดิม ทั้งยังระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เป็นการท่องเที่ยว แต่มีการรัดเข็มขัดที่แน่นมากขึ้น ทำให้หากมีเรื่องอะไรส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นใจในอนาคตของผู้คนเพิ่มเติม จะเกิดการชะลอการใช้จ่าย เพื่อรอดูความชัดเจนในช่วงถัดไปก่อน อย่างการกลับมาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ถือว่าส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นใจในอนาคตของคนส่วนใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเท่าใด อาจส่งผลกระทบให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เพราะคนบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็นน้อยลง และภาคการท่องเที่ยว ไม่ได้ถือว่าเป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีวิต ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบจากการกลับมาของทรัมป์ครั้งใหม่นี้ คาดว่าจะมีความรุนแรงแน่นอน แต่ต้องพิจารณามาตรการที่จะออกมาประกอบด้วย เพราะขณะนี้แม้มีหลายนโยบาย หรือมาตรการต่างๆ ออกมามากมาย แต่เมื่อยังไม่ได้ประกาศใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐจำนวนสูงกว่าเดิม โดยเฉพาะจีนที่เบื้องต้นวางไว้กว่า 60% นั้น ถือว่าผลกระทบที่รุนแรงอย่างแท้จริงยังไม่เกิดขึ้น โดยสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจะคาดการณ์หรือประเมินภาพเบื้องต้นก็ลำบาก มองว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยจะรุนแรงมากหรือน้อยเท่าใด คงเป็นการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของทรัมป์ที่จะออกมาเป็นหลัก โดยหากสหรัฐขึ้นภาษีกับจีนรุนแรงอย่างที่ประกาศไว้จริง ส่วนนี้จะมีผลต่อไทยด้วยแน่นอน เพราะหากเศรษฐกิจจีนไม่ดี คนจีนที่จะออกเดินทางต่างประเทศอาจลดน้อยลง รวมถึงรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมให้พลเมืองจีนเที่ยวในประเทศกันเอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเป็นหลักก่อนได้
“รัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย หากทรัมป์ใช้กำแพงภาษีเล่นงานฐานลูกค้าหลักของท่องเที่ยวไทยอย่างจีนจริงๆ มีความรุนแรงมากจนต้องกลับมาเริ่มต้นผลักดันการท่องเที่ยวใหม่กันอีกครั้ง เพราะประเทศจีนไม่ได้เป็นฐานลูกค้าของภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นลูกค้าส่งออกสินค้าหลายประเภทหลักๆ ด้วย ทำให้หากเศรษฐกิจจีนไม่ดี คนจีนออกเดินทางเที่ยวต่างประเทศน้อย เป้าหมายตลาดจีนเที่ยวไทยที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งไว้ทั้งปี 2568 ประมาณ 7.3 ล้านคน หรือพยายามวิ่งตามเป้าหมายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ที่ 9 ล้านคน อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้” นายศิษฎิวัชรกล่าว
นายกแอตต้ายังระบุอีกว่า ความน่ากังวลอีกเรื่อง คือ ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยเกิดขึ้นจากทั้งนักท่องเที่ยวจีนและประเทศอื่นๆ ด้วย หลังจากเกิดกรณีนักแสดงจีน ซิงซิง ที่หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย แม้ถูกช่วยเหลือได้รวดเร็ว ปลอดภัย แต่มีคำถามตามมาอีกมากมาย อาทิ ทำไมถึงสามารถช่วยซิงซิงออกมาได้แค่คนเดียว ส่วนคนอื่นที่ถูกจับไปทำไมไม่สามารถช่วยให้ออกมาได้ ทั้งที่ญาติของคนที่ถูกจับตัวไปออกมาร้องเรียนถึงรัฐบาลไทยเช่นกัน ความเข้มงวดในการเดินทางข้ามผ่านชายแดนของไทยและเพื่อนบ้านไม่เพียงพอหรือไม่ รวมถึงทำไมประเทศไทยถึงขายไฟฟ้าให้ฝั่งเมียนมาตรงข้าม อ.แม่สอด และไม่หยุดจ่ายไฟ ทั้งที่รู้ว่ามีขบวนการค้ามนุษย์และมีการตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่หลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่หารือร่วมกับรัฐบาลเมียนมาในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม คำถามเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นบนโลกออนไลน์ของจีน และกระจายตัวอย่างรวดเร็วมาก ทำให้หากปัญหาเดิมๆ นี้ไม่ถูกแก้ไข ซ้ำยังมาเจอผลกระทบจากความไม่แน่นอนของผู้นำสหรัฐคนใหม่อีก การท่องเที่ยวไทยอาจวิ่งไม่ถึงเป้าหมายอีกครั้ง
ขยายความการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ที่เน้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายจากพลเมืองในประเทศ โดยมีข้อมูลสะท้อนว่า จำนวนการเดินทางตลอดช่วงเวลา 40 วันในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ คาดว่าจะมีจำนวนกว่า 9 พันล้านเที่ยว โดยทางการจีนประกาศเพิ่มวันหยุดเพิ่มขึ้นหนึ่งวัน ทำให้ช่วงหยุดนักขัตฤกษ์ปีนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ สำหรับการเดินทางในประเทศ รัฐบาลปักกิ่งประเมินว่าจะมีการโดยสารด้วยรถไฟ 510 ล้านคน อีก 90 ล้านคนจะเดินทางโดยเครื่องบิน และรถยนต์จะเป็นยานพาหนะหลักของการโดยสารในประเทศ
ด้านการเดินทางออกนอกประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของขาเที่ยว โดยยอดซื้อตั๋วไปยังเวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% อ้างอิงจากข้อมูลของสภาการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ไม่เพียงเท่านั้น ยอดซื้อตั๋วเครื่องบินไปที่ฮ่องกงก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และยอดขายตั๋วไปญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้น 58% สะท้อนถึงรัฐบาลจีนตั้งใจใช้โอกาสเทศกาลหยุดยาวนี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซา จากการเพิ่มวันหยุดอีกหนึ่งวัน รวมถึงออกมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค อาทิ ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวธีมฤดูหนาวและปรับค่าตั๋วเครื่องบินทั่วประเทศให้อยู่ในระดับย่อมเยา อ้างอิงตามแถลงข่าวของคณะมุขมนตรี (state council) ในกรุงปักกิ่ง
•แทงสวนเที่ยวไทยยังสดใส
ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยว มองว่าปี 2568 ยังดี หากสงครามการค้าจำกัดวงเพียงกระจุกเดียวเท่านั้น คนที่อื่นยังเดินทางได้ปกติ เงินทุนไหลเข้าโดยตรง (เอฟดีไอ) มองว่าดีและน่าจะดีต่อเนื่องหลายปี เพราะยิ่งสหรัฐทะเลาะกับจีนต่อเนื่องมากเท่าใด คนก็จะยิ่งออกจากจีนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทุกประเทศอยากทำธุรกิจร่วมกับเอเชีย พออยู่จีนไม่ได้ก็จะย้ายไปที่อื่น และไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจเช่นกัน นอกจากนี้ เรื่องการเข้าร่วมกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ยังจำเป็นต้องเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทุกคน เพราะประเทศในบริกส์ที่อนาคตจะเติบโตและใหญ่ขึ้น ซึ่ง 4 ปีหลังจากนี้ ทรัมป์จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมแล้ว มองว่าการวางแผนเป็นกลางของไทย เป็นประโยชน์สูงมากในอนาคต ทำให้เราฝ่าดงหนามไปได้ ผ่านการยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
ทั้งปี 2568 เชื่อว่าท่องเที่ยวจะดีต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่มีความหวังว่าจะดีมากขึ้น ทำให้คนกล้าเที่ยวมากขึ้น ส่วนนี้อยากให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มากขึ้น เพื่อโปรโมตในตลาดที่มีศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก และเลือกเข้ามาเที่ยวไทย จากตัวเลือกอื่น อาทิ เวียดนาม ซึ่งปี 2567 อินเดียมาเที่ยวไทยแตะระดับ 2 ล้านคน เป็นครั้งแรก เทียบกับเวียดนาม 6 แสนคน โดยอยากดันอินเดียเพิ่มจาก 2 ล้านคน เป็น 5 ล้านคน และมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจีนเข้ามาไทยแตะ 11 ล้านคนปี 2562 ด้วยอินเดียมีศักยภาพเป็นไปได้ ส่วนนี้ต้องขอบคุณ ททท.ในการทำตลาดมาก หากเดินหน้าท่องเที่ยวและเพิ่มการเติบโตได้ ทำให้ไทยมีแรงส่งเศรษฐกิจมากขึ้น
ในส่วนของเม็ดเงินเอฟดีไอ อยากให้รัฐบาลปลดล็อกทุกอย่าง อย่ากลัวต่างชาติจะเข้าไทยมากขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน รับมาแล้วและรับได้ จะมีปัญหาอะไรในการรับอีกสัก 1 แสนคน แต่เป็นการเข้ามาในระดับไฮเอนด์ มีความสามารถพิเศษจริงๆ โดยไทยจะต้องมีวีซ่าพิเศษให้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามา หากในอนาคตเราสามารถทำได้ดีๆ จะเป็นแรงส่งอีกตัวในรูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจไทยได้ ดึงการลงทุนใหม่ๆ ขับเคลื่อนการหมุนตัวเศรษฐกิจ และการจ้างงานใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวที่ต้องมีการพัฒนาในด้านการบริการ ยกระดับสินค้าและบริการมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวไทยเติบโตต่อเนื่อง
“สมรภูมิการเมือง ระหว่างสหรัฐและจีน จะรุนแรงคุกรุ่นมาก แต่มองว่าประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์ผลดีก็ได้ จากที่หลายคนประเมินกันว่าจะแย่หมด เพราะคิดง่ายๆ คือ หากสหรัฐการขึ้นภาษีกับจีนแค่ 30% ไม่ต้องถึง 60% ก็ได้ แต่ขึ้นภาษีสินค้าไทย 10% เมื่อขึ้นภาษีแล้วราคาสินค้าทุกอย่างที่มาจากจีนจะปรับขึ้น 30% ไทยขึ้นเพียง 10% เราจึงอาจได้อานิสงส์จากส่วนแบ่งสินค้าของจีนที่หายไป ซึ่งถือเป็นหัวใจที่ได้รับประโยชน์จากสงครามการค้า” นายกอบศักดิ์กล่าว
จากข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา 20-26 มกราคม โดยภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยว เพิ่มขึ้น 1% เฉพาะชาวจีนขยายตัวกว่า 9% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 820,896 คน และขยายตัว 15% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 117,271 คน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเพียงชาติเดียวใน Top 5 อยู่ที่ 145,570 คน เติบโต 9% จากสัปดาห์ก่อนและสูงถึง 23% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ส่วนประเทศที่ลดลงเรียงตามลำดับ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า รัสเซีย 55,734 คน หรือหดตัว 12% เกาหลีใต้ 46,676 คน หดตัว 7% และหดตัว 15% เทียบปีก่อน มาเลเซีย 78,473 คน หดตัว 3% จากสัปดาห์ก่อน แต่เพิ่ม 7% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน อินเดีย 44,926 คน หดตัว 3% จากสัปดาห์ก่อน แต่เพิ่ม 12% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้เพิ่ม 2.27% มาจากตลาดจีนเป็นหลัก ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่ 1-19 มกราคม 2568 รวม 2,139,901 คน เพิ่ม 19% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน และชาวจีนยังเที่ยวไทยไม่แผ่ว
จากตัวเลขดังกล่าว ทั้งรัฐและเอกชน มีความหวังว่าเทศกาลตรุษจีน 2568 ไทยยังเป็นประเทศปลายทางของการเดินทางของชาวจีนและคนจากทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองกับการพักผ่อนยาวครั้งแรกหลังผ่านพ้นหยุดยาวปีใหม่มาแล้ว อีกความหวังชี้ชัดภาคท่องเที่ยวไทยโค้งแรกยังไปได้ดีตามเป้าหมาย

