จุดขายหลักของสายการบินที่สะท้อนคุณภาพและภาพลักษณ์ คือ “การบริการ”
ปี 2567 การท่องเที่ยวเริ่มฟื้น วงการการบินกลับมาคึกคัก แต่มีปัญหาด้านบริการมากขึ้นเช่นกัน ปี 2568 จึงเข้มกฎเกณฑ์ “การปฏิเสธการรับขนผู้โดยสาร” เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ให้บริการและผู้โดยสาร
ล่าสุด คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ที่มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ออกข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 104 ว่าด้วยการปฏิเสธการรับขนผู้โดยสาร ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป โดยจำกัดให้สายการบินของไทยและต่างประเทศ (ผู้ขนส่ง) สามารถปฏิเสธการรับขนผู้โดยสารได้เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้
1.ผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ไม่ได้แจ้งขอรับบริการช่วยเหลือพิเศษล่วงหน้าภายในกำหนดเวลาที่ผู้ขนส่งแต่ละรายกำหนด และผู้ขนส่งนั้นได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับผู้โดยสารนั้นแล้ว แต่ไม่สามารถจัดเตรียมบริการเช่นว่านั้นได้
2.ผู้โดยสารนั้นไม่สามารถแสดงเอกสารการเดินทาง ซึ่งเป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่สามารถใช้ระบุตัวตน หรือเอกสารที่ใช้ในการผ่านแดนหรือการเข้าเมืองต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้
3.ผู้โดยสารที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศปลายทางหรือประเทศที่เป็นจุดแวะพักแจ้งว่าจะไม่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศหรือแวะพัก
4.ผู้โดยสารที่เป็นทารกแรกเกิดอายุต่ำกว่า 14 วัน
5.ผู้โดยสารอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่เดินทางโดยลำพัง
6.ผู้โดยสารที่มีอายุครรภ์เกินที่กำหนดในเงื่อนไขในการขนส่งของผู้ขนส่งแต่ละราย
นอกจากนี้ ผู้ขนส่งมีสิทธิปฏิเสธการรับขนผู้โดยสาร สัมภาระ และของที่ผู้โดยสารไม่ยินยอมให้ตรวจค้นหรือไม่ผ่านการตรวจค้นเพื่อการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการปฏิเสธการรับขนด้วยเหตุความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย
เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 มาตรา 41/133 เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสาร พร้อมจัดระเบียบรองรับผู้โดยสาร
รวมถึงให้ความยุติธรรมกับ “สายการบิน” เช่นกัน

