หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘อัครา’ เปิดใ...

‘อัครา’ เปิดใจ…หวังจบพิพาทคดีเหมือง ลุยธุรกิจควบคู่ดูแลชุมชน

31.01.25 | 12:30 น.

แม้กระบวนอนุญาโตตุลาการ ระหว่าง บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี หรือเหมืองทองอัครา และรัฐบาลไทย ตั้งแต่ปี 2560 จะยังไม่ได้ข้อยุติ โดยถูกเลื่อนการอ่านคำตัดสินเป็นเดือนกันยายน 2568 แต่ในมุมของ บริษัท อัคราฯ ได้รับการยืนยันว่า อยากให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติและเป็นประโยชน์กับทั้งฝ่ายรัฐและเอกชน

โดย เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ หัวหน้าผู้จัดการทั่วไป บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด กล่าวว่า คาดหวังจะได้ข้อยุติ ความชัดเจน กลางปี 2568 ซึ่งการเลื่อนเจรจาเพราะต้องรอให้รัฐบาลไทย คือ กระทรวงอุตสาหกรรม ส่งตัวแทนเข้าร่วมหลังเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามธุรกิจของอัครายังเดินหน้าต่อไป โดยได้ใช้งบประมาณกว่า 2,600 ล้านบาท ในการยกเครื่องซ่อมแซมเครื่องจักรและโรงประกอบ
โลหกรรมทั้ง 2 แห่ง รวมถึงอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในเหมืองจนแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2567 ส่งผลให้สามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างเต็มรูปแบบ

โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา อัคราผลิตแร่ทองคำได้ประมาณ 50,000 ออนซ์ และแร่เงินกว่า 530,000 ออนซ์ และตั้งเป้าการผลิตทองในปี 2568 ไว้ที่ 80,000-90,000 ออนซ์ จากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มเป็น 95,000-120,000 ออนซ์ ในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้ นอกจากนี้บริษัทยังร่วมกับบริษัท รีฟายนิ่งโลหะมีค่า จำกัด และบริษัท ออสสิริส จำกัด พัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยร่วมกันทั้งระบบ

ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 22 เดือน นับตั้งแต่มีนาคม 2566 จนถึงมกราคม 2568 อัครา
ได้ชำระค่าภาคหลวงกว่า 1,000 ล้านบาท โดย 40% ของค่าภาคหลวงแร่จะถูกจัดสรรให้เป็นรายได้รัฐ อีก 50% ถูกจัดสรรให้แก่ชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินการทำเหมือง แบ่งเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ประทานบัตรตั้งอยู่ 20% องค์การบริหารส่วนตำบลที่ประทานบัตรตั้งอยู่ 20% และองค์การบริหารส่วนตำบลภายในจังหวัดอีก 10%

Advertisement

และส่วนสุดท้ายอีก 10% ที่เหลือจะถูกจัดสรรให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ ในส่วนของเงินบำรุงพิเศษ 5% คำนวณจากค่าภาคหลวงแร่ ให้กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยด้านแร่ ปรับสภาพพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแล้ว และอัคราจัดสรรเข้า 4 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนพัฒนาหมู่บ้านรอบพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ และกองทุนประกันความเสี่ยง นำเงินเข้ากองทุนอัตรา 21% ของค่าภาคหลวงแร่ กำหนดไม่น้อยกว่า 65 ล้านบาทต่อปี แต่อัคราจัดสรร 207 ล้านบาท เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาก

เชิดศักดิ์ ระบุอีกว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรม พื้นฐานเป็นกิจการที่มีภาพลักษณ์ในเชิงลบเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมประเภทอื่น โดยคนส่วนใหญ่มองว่าอุตสาหกรรมนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้กระแสสังคมมีความรู้สึกไม่ยอมรับ

แต่ด้วยการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดผ่านมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ทางราชการกำหนด มีระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพของคนใน ชุมชนที่มีประสิทธิภาพ และมีการศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เช่น นวัตกรรมการควบคุมปริมาณการใช้ไซยาไนด์
การกักเก็บกากแร่โดยไม่มีการปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม บ่อกักเก็บกากแร่ที่มีระบบป้องกันการรั่วซึม ที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับสากล การหมุนเวียนน้ำจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ซึ่งลดปริมาณการใช้น้ำถึง 307,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน นวัตกรรมการระเบิดที่ช่วยลดเสียง ลดฝุ่น เพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติและชุมชนโดยรอบ เป็นต้น จึงมั่นใจได้ว่าการทำเหมืองดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน บริษัทได้สั่งแคปซูลสำเร็จรูปปิดผนึก หรือที่เรียกว่า “ไอโซเทนเนอร์” (isotainer) มาติดตั้งเพื่อใช้ในกระบวนการประกอบโลหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการไซยาไนด์ ดังนี้

1. ลดความเสี่ยงในการสัมผัสสารเคมีของพนักงานที่ปฏิบัติงาน

2. ควบคุมปริมาณการใช้ไซยาไนด์อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ไม่มีขยะที่เป็นบรรจุภัณฑ์เหลือทิ้ง โดยการส่งแคปซูลที่ใช้แล้ว
กลับไปยังผู้ผลิต

สำหรับประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ อัคราคาดว่าจะป้อนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้กว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี ผ่านการสนับสนุน ผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศ การจ้างงานทั้งทางตรงและผ่านผู้รับเหมา
ในพื้นที่ประมาณ 1,000 คน และการชำระค่าภาคหลวงแร่ให้แก่รัฐ

“แค่ค่าภาคหลวงที่อัคราจ่ายตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปีเต็ม ยังมีมูลค่านับพันล้าน ซึ่งยังไม่รวมตัวเลขด้านการจ้างงานทั้งของอัคราโดยตรง หรือในส่วนของผู้รับเหมา หรือบริษัทคู่ค้าอย่างพีเอ็มอาร์และออสสิริส ดังนั้น หากรัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ เชื่อว่าผลประโยชน์จะยิ่งทวีคูณ ในขณะเดียวกัน โอกาสในการมีเหมืองแร่ทองคำเพิ่มก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผ่านการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดอยู่ร่วมกัน และกำหนดแผนการพัฒนาตามศักยภาพที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่” เชิดศักดิ์ระบุ

นอกจากคุณประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เชิดศักดิ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ยังก่อให้เกิดคุณประโยชน์ด้านสังคมที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ โดยอัคราและพันธมิตรมีการจ้างงานคนในพื้นที่กว่า 1,000 คน และตั้งเป้าให้ 90% เป็นคนในชุมชน เพื่อลดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว มีงานทำใกล้บ้าน อยู่พร้อมหน้า

ในปีที่ผ่านมา อัคราได้จัดตั้ง “คลินิกเกษตร” เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่ทำเกษตรกรรมปลอดภัย ได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น มุ่งหวังสร้างเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้ทุกคนมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงสร้างโอกาสให้คนในชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของการประกอบกิจการ อัคราจัด “โครงการตรวจสุขภาพประจำปีให้แก่ชาวบ้านรอบเหมือง” ภายใต้แนวคิด ‘เหมืองแร่ปลอดภัย ห่วงใยประชาชน’
ซึ่งได้ดำเนินการมาทุกปีอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่