หน้าแรก เศรษฐกิจ ดัชนีเชื่อมั่...

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนลด ต่างชาติกังวลการเมืองไทย ด้านประธาน FETCO คาดกำไร บจ.ปีนี้โต 8.82%

21.03.17 | 16:12 น.

นายคเณศ วังส์ไพจิตร เลขาธิการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือนมีนาคม 2560 ภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม) ปรับตัวลดลงกลับไปอยู่ในภาวะทรงตัว หลังจากที่ดัชนีเพิ่มขึ้นสู่ระดับร้อนแรงในเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นทั่วโลกยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเป็นปัจจัยหนุนสำหรับตลาดทุนไทย และเป็นครั้งแรกในรอบปีที่นักลงทุนต่างประเทศเริ่มกังวลเรื่องปัจจัยทางการเมืองในไทย

โดยดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม 2560) อยู่ที่ 110.24 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (Neutral) (ช่วงค่าดัชนีระหว่าง 0-200) ปรับตัวลดลง 8.58% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 120.59 ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในกลุ่มสถาบันในประเทศอยู่ในระดับร้อนแรง ขณะที่ดัชนีนักลงทุนต่างชาติและรายบุคคลปรับตัวลดลง โดยยังคงอยู่ในระดับทรงตัวเช่นเดียวกับเดือนที่ผ่านมา หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร ส่วนหมวดเหล็กเป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การเจริญเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศ ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความผันผวนของกระแสเงินทุนเข้า-ออก

“ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงรอความชัดเจนจากการดำเนินการนโยบายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายปฏิรูปภาษี การกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตลอดปี 2560 นี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายทางเศรษฐกิจที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในกลุ่มประเทศในยุโรป และความคืบหน้าในการดำเนินการเกี่ยวกับเบร็กซิท ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดทุนในภูมิภาคมีความผันผวนตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและเงินทุนไหลเข้าออกในภูมิภาค” นายคเณศกล่าว

นายสุรัตน์ จิรจรัสพร หัวหน้าฝ่ายบริการราคาฯ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย เดือนมีนาคม 2560 อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวที่ 1.5% ในขณะที่อัตราผลตอบแทน 5 ปี และ 10 ปี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญภายนอกที่จะมีผลต่อตลาดทุนต่อไป คือการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) มองว่า เฟดฟันด์เรทน่าจะอยู่ที่ 1.25%-1.50% ในปีนี้ หมายความว่าเฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงเวลาที่เหลือ ส่วนดอกเบี้ยเฟดฟันด์เรทในระยะยาวนั้น เอฟโอเอ็มซีมองว่าจะอยู่ที่ 3.0% ในขณะที่ตัวเลขพีเอ็มไอของสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีนยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยเฉพาะจีนและยุโรป ขณะที่ญี่ปุ่นและสหรัฐ ยังทรงตัวในระดับเดิม และตัวเลขการส่งออกปรับขึ้นชัดเจนในสหรัฐ ขณะที่การส่งออกในจีน ยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่ได้ปรับดีขึ้นมากนัก

Advertisement

“ด้านการส่งออกของอาเซียนมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ไตรมาส 4/2558 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นในรอบที่ผ่านมา ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซียมีการส่งออกที่ฟื้นตัว เช่น ถ่านหิน น้ำมันดิบ ยางพารา และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์” นางวรวรรณกล่าว

สำหรับตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึง 17 มีนาคม 2560 ดัชนีบวกจากสิ้นปีก่อน 1.17% ซึ่งสวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม อาเซียน 5 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า เป็นบวก 2.5%-8.9% เป็นผลจากตลาดหุ้นไทยปีที่แล้วค่อนข้างปรับขึ้นแรงกว่าเพื่อนบ้าน หรือปรับขึ้น 19.8% จึงเป็นธรรมดาที่ดัชนีตลาดหุ้นเพื่อนบ้านจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นกว่าในช่วงนี้ โดยตลาดหุ้นไทยนั้นต่างชาติขายออกไปแล้ว 13,400 ล้านบาท หลังจากที่ปีที่แล้ว เข้ามาซื้อสุทธิประมาณ 78,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่เงินยังคงไหลออก

ทั้งนี้ ถ้ามองเรื่องการขยายตัวของอัตราผลกำไรของ บริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 8.82% นำโดยกลุ่มสื่อจากฐานต่ำจากปีที่แล้วที่มีการระงับเรื่องบันเทิง กลุ่มขนส่ง ท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่คาดว่าอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์จะมี อัตราการเติบโตของอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นปีนี้ที่สูงกว่า โดยอยู่ที่ 55% กับ 14.5% จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นดังกล่าวปรับขึ้นมากกว่าหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรก

ด้านเศรษฐกิจในประเทศนั้น การลงทุนภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 6.7% จากหลายโครงการที่เริ่มประมูลไปแล้ว แม้จะน้อยกว่าปี 2559 แต่เป็นเพราะฐานที่สูงในปีก่อน เนื่องจากขยายตัวสูงมา 2 ปีต่อเนื่อง ส่วนมูลค่าการส่งออกกำลังเริ่มฟื้นตัวจากปี 2559 จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นและการค้าโลกเริ่มมีภาพเชิงบวก ขณะที่ผลของราคาทำให้มูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นด้วยโดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบ แต่การลงทุนภาคเอกชนน่าจะเริ่มเห็นการขยายตัวดีขึ้น แม้จะยังไม่เติบโตมากตามการลงทุนภาครัฐ

“การใช้จ่ายภาคเอกชนปีนี้คงจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากปีที่แล้วมีฐานสูงจากยอดขายรถยนต์ ส่วนในช่วงต้นปีนี้ก็น่าจะชะลอลงบ้างเพราะปลายปีก่อนมีการโหมใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ทั้งนี้ คาดว่าในครึ่งหลังของปีนี้คงจะมีพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งถ้าเป็นช่วงปลายปีก็มีผลต่อการเฉลิมฉลองในช่วงสิ้นปี เพราะประชาชนคงจะยังเศร้าโศกจนไม่อยากเฉลิมฉลอง” นางวรวรรณกล่าว