สรท.คาดไทยอาจถูกสหรัฐขึ้นภาษี เม.ย.นี้ ชง 14 ข้อรับมือการสงครามการค้าทรัมป์ 2.0
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า จีน แคนาดา แม็กซิโก มีผลวันที่ 4 กุมภาพันธ์นั้น มองว่า สหรัฐทำมีการประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแล้วก็จริง แต่เชื่อว่ายังสามารถเจรจากันได้ ดพราะฉะนั้น ประเทศไทยอาจตะต้องฉกฉวยโอกาสนี้
นายชัยชาญ กล่าวว่า โดยจากกระแสข่าวแล้ว คาดการณ์ว่าไทยอาจจะถูกสหรัฐปรับขึ้นภาษีช่วงเดือนเมษายน 2568 แต่ต้องติดตามดู ประเด็นต่อไปนี้ คือ 1.จขึ้นภาษีเมื่อไหร่ 2.ปรับขึ้นเป็นอัตราเท่าไหร่ และ 3.จะปรับขึ้นในสินค้าอะไรบ้าง ซึ่งไทยควรจะถอดบทเรียนจากกรณีจีน แคนาดา และ เม็กซิโก เพราะเป็นกลุ่มแรกที่โดนปรับขึ้นภาษี และไทยต้องมีการตั้งทีมเจรจาแบบเป็นทางการกับสหรัฐ
ทั้งนี้ทีมที่ตั้งขึ้นมานั้นควรเป็นการ รวมกันของภาครัฐ และเอกชน ในรูปแบบวอร์รูม หรือ แบบ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เพื่อช่วยกันระดมสมองกันแก้ปัญหา เพราะสถานการณ์ตอนนี้เจอกับความไม่แน่นอนสูงมาก เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่จำเป็น
ในส่วนของสรท.ได้ทำการรวบรวมข้อมูล และข้อเสนอ ที่จะเป็นทางออก หรือป้องกัน นโยบายการค้าสหรัฐ ของนายโดนัล ทรัมป์ หรือ ทรัมป์2.0 ดังนี้ ด้านแรกคือเรื่องนโยบายการค้ามี่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.ประเทศไทยต้องเป็นกลางในเรื่องนโยบายการค้า 2.การรักษาดุลการค้าของประเทศยทธศาสตร์ 3.กลยุทธ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร โดยเฉพาะก็เติมเต็มผู้ผลิตต้นน้ำจนปลายน้ำ
นายชัยชาญ กล่าวว่า 4.สร้างการขนส่งหลายรูปแบบ อาทิ ราง ท่าเรือ และท่อากาศยาน 5.การเติมเต็มเรื่องแหล่งเงินทุน ซอฟต์โลน โดยเฉพาะ กับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 6.การพัฒนาและยกระดับเกษตรต้นนํ้าและอุตสาหกรรมเกษตรของไทย รวมทั้งดูเรื่องระบบชลประทาน และ 7.เร่งแก้กฎระเบียบการค้าที่เป็นอุปสรรค
ส่วนอีกด้านคือ การเตรียมตัวรับมือทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ โดยจากการที่จีนถูกสหรัฐขึ้นภาษี ทำให้ส่งออกยาก จีนก็จะต้องหาตลาด โดยหาจากประเทศใกล้ ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะฉะนั้น กลยุทธ์อีก 7 ข้อคือ 1. ไทยต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและนวัตกรรม 2.ยกระดับแรงงานฝีมือให้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะด้าน เมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) และคอมพิวเตอร์ 3.สร้างตลาดใหม่ที่อินเดียและตะวันออกกลาง ยกระดับอาหารไทยให้ได้มาตรฐาน ฮาลาลเป็นต้น 4.สร้างซอฟต์พาวเวอร์ ที่เป็นระบบมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ไทย
5.ส่งเสริมและขยายตลาดข้อตกลงทางการค้า (เอฟทีเอ) รวมถึงแนวทางการทำ Bilateral กับสหรัฐฯ 6.การสนับสนุนการส่งอิกไปในตลาดอาเซียน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงเรื่องกฎระเบียบ และ 7.กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการโลกและได้มาตรฐานสากล
“จากที่สรท.ตั้งกลยุทธ์ทั้ง 14 ข้อนั้น เราไม่สามารถทำคนเดียวได้ เราต้องทำการร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะฉะนั้นเราต้องติดกระดุมเม็ดแรก ในการเริ่มประชุมร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งแบบกรอ.พาณิชย์ก็ดี หรือตั้งวอร์รูม ขึ้นมาทำงานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการรับมือกับสงครามการค้าครั้งนี้ ที่มีผลกระทบ แต่เราก็ต้องหาโอกาสในวิกฤติ และป้องวิกฤติด้วยกัน” นายชัยชาญ กล่าวและว่า
สรท.ย้ำว่าขอให้รัฐบาลเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน กระทรวงพาณิชย์ (กรอ.พณ.) ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีการประชุมหารือกันแบบรายเดือนหรืออย่างน้อยรายไตรมาส


