หน้าแรก เศรษฐกิจ ทุ่ม 1.2 พันล...

ทุ่ม 1.2 พันล. ผุดจูราสสิคเวิลด์ แลนด์มาร์กใหม่ ‘บีโอไอ’ เคาะหนุนลงทุน กกร.ชง 6 ข้อรับมือทรัมป์

6.02.25 | 06:15 น.
แลนด์มาร์กใหม่

ทุ่ม1.2พันล. ผุดจูราสสิคเวิลด์ แลนด์มาร์กใหม่ของปท. ‘บีโอไอ’เคาะหนุนลงทุน กกร.ชง6ข้อรับมือทรัมป์

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการสร้างแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ Jurassic World : The Experience ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ แอทแทรคชั่น แอนด์ รีเทล จำกัด บริษัทเครือของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยโครงการมีมูลค่าลงทุนกว่า 1.2 พันล้านบาท บนพื้นที่ 4,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยบริษัท จะพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย
‘โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยว และความบันเทิงระดับโลก ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ชื่อดัง Jurassic World จาก Universal Pictures และ Amblin Entertainment ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก มีการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างไดโนเสาร์แอนิมาทรอนิกส์ ที่เคลื่อนไหวเสมือนจริง โดยใช้นวัตกรรมการออกแบบ 3 มิติ และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมการเคลื่อนไหว เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่สมจริงมากที่สุด ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะแฟนคลับคนรักไดโนเสาร์ที่มีอยู่ทั่วโลก โครงการนี้เป็นประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบอิมเมอร์ซีฟที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก และเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ นายนฤตม์กล่าว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ภายหลังจากสหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน สัญญาณตอบโต้ด้วยมาตรการทางภาษี และมาตรการทางการค้าจากประเทศดังกล่าวต่อสหรัฐ ขณะเดียวกันสินค้าจีนที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ อาจไหลทะลักกลับมาที่ไทย และประเทศคู่ค้าของไทย ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ดังนั้น กกร.จึงเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งผลกระทบทางตรง และทางอ้อม ดังนี้ 1.เจรจาระดับรัฐ เพื่อป้องกันและบรรเทาการใช้มาตรการทางการค้าจากสหรัฐ รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับประเทศในอาเซียน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจร่วมกัน 2.สนับสนุนด้านกฎหมาย กฎระเบียบการค้า เพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ 3.บูรณาการเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศ และปฏิรูปกฎหมาย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน 4.ใช้มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม นอกเหนือจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และใช้มาตรการควบคุมการนำเข้า ตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ.2522

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า 5.ควบคุมการตั้ง หรือขยายโรงงาน รวมทั้งการให้การส่งเสริมในอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิตเกินความต้องการ และการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมในเขต Free zone อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลักลอบนำสินค้าและวัตถุดิบกลับมาขายในประเทศ 6.ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand (สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย) ทั้งการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การกำหนดเงื่อนไขการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศในโครงการรัฐ ทั้งนี้ ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็น และข้อเสนอแนะในการเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรั