เงินเฟ้อ ม.ค. 68 สูงขึ้น 1.32% คงเป้าทั้งปี 0.3 – 1.3% ชี้ตัดไฟเมียนมาไร้ผล-ส่งสินค้าได้ปกติ
เมื่อวัน 6 กุมภาพันธ์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนมกราคม 2568 เท่ากับ 100.57 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเท่ากับ 99.26 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 1.32% โดยปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากฐานราคาต่ำในปีที่ผ่านมา ทั้งน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ ค่าโดยสารเครื่องบิน ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด อาทิ พริกสด มะนาว ขณะที่สินค้าสำคัญหลายรายการปรับราคาลดลง อาทิ ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก คาดการณ์ไตรมาสแรกเงินเฟ้อจะอยู่ 1.1-1.2% โดยกระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 อยู่ระหว่าง 0.3 – 1.3% ค่ากลาง 0.8% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะติดตามและทบทวนต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สินค้าและบริการที่นำมาคำนวณดัชนีราคา จำนวน 464 รายการ มีสินค้าที่ราคาสูงขึ้น 288 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 52 รายการ และราคาลดลง 124 รายการ

“อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนธันวาคม 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูงขึ้น 1.23% ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 24 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สปป.ลาว) เฉลี่ยทั้งปี 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยสูงขึ้น 0.40% อยู่ระดับต่ำอันดับที่ 6 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.83% เร่งตัวขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ที่สูงขึ้นประมาณ 0.79% โดยประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อขณะนี้ยังคงเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ” นายพูนพงษ์ กล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมกราคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 สูงขึ้น 0.10% ตามการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.18% ปรับสูงขึ้นตามราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผักสด อาทิ ผักบุ้ง แตงกวา พริกสด ใบกะเพรา ถั่วฝักยาว กลุ่มอาหารสำเร็จรูป อย่างข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ อาทิ ปลานิล ปลาทู ไก่สด กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร อย่างน้ำมันพืช ซีอิ๊ว กะทิสำเร็จรูป และกลุ่มผลไม้สด โดยยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ราคาปรับลดลง อาทิ หัวหอมแดง ผักชี ข้าวสารเจ้า และข้าวสารเหนียว และหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.06% ตามการสูงขึ้นของค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน และของใช้ส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่ราคาปรับลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด อาทิ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ รวมถึงค่าโดยสารสาธารณะ อาทิ ค่าโดยสารรถประจำทาง และค่าโดยสารรถไฟลอยฟ้าและใต้ดินจากมาตรการรถไฟฟ้า – รถเมล์ฟรี

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2568 คาดว่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับเดือนมกราคม 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดาน ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน และ 3.ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดยังอยู่ในระดับสูง เพราะปริมาณผลผลิตยังไม่เข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากผลกระทบภัยแล้งยาวนาน รวมถึงมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ 1.ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนและการตรึงราคาก๊าซ LPG 2.ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และ 3.การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรณีการตัดไฟฟ้าระหว่างเมียนมา เพื่อแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น เบื้องต้นได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัด พบว่า การส่งสินค้าข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ยังคงปกติอยู่ ส่วนนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังติดตามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดสหรัฐได้ชะลอการปรับขึ้นภาษีระหว่างประเทศแม็กซิโกและแคนาดาออกไป ส่วนที่กระทบกับไทยเป็นราคาน้ำมันที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีนัยยะสำคัญมากนัก


