ม.หอค้า เผยใช้จ่ายมาฆบูชาแผ่วโตแค่ 2.8% แต่วาเลนไทน์พุ่ง 7.2% สูงสุดรอบ 6 ปี ชี้ศก.กำลังฟื้นตัวแบบอ่อนๆ
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมใช้จ่ายวันช่วงวันมาฆบูชา 12 ก.พ. และวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. พบว่า ผู้คนยังระมัดระวังการจับจ่าย โดยมีการฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ถือว่าเป็นการฟื้นตัวเศรษฐกิจแบบอ่อนๆ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากผลสำรวจทัศนะและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในวันมาฆบูชา จากกลุ่มตัวอย่างจํานวน 1,250 ตัวอย่าง (ทั่วประเทศ) สํารวจช่วง 29 ม.ค.-2ก.พ.พบว่าในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา คาดว่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยมูลค่าเงินสะพัดจะอยู่ที่ 2,500.41 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 2,438 ล้านบาท และถือว่าไม่สูงกว่าเทศกาลตรุษจีน 68 เนื่องจากตอนช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา การใช้จ่ายขยายตัวที่ 4.5% แต่ช่วงวันมาฆบูชาจะมีการใช้จ่ายขยายตัวประมาณ 2.8% เพราะวันมาฆบูชาปีนี้ อยู่ในช่วงกลางสัปดาห์ หรือ ที่เรียกว่า ‘วันฟันหลอ’ ฉะนั้นการจับจ่ายใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง หรือ การท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้เกิดขึ้น จึงอาจจะไม่ได้มีเม็ดเงินสะพัดไปในส่วนนั้น

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนการใช้จ่ายในการทำกิจกรรม อื่นๆ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยกิจกรรมหลักที่ผู้คนจะเน้นปฏิบัติส่วนมาก คือ กิจกรรมการทำบุญ และเป็นการทำบุญแบบระมัดระวัง ฉะนั้นจากผลสำรวจจึงมองว่า วันมาฆบูชาปีนี้ อาจจะคึกคักลดลงกว่า ปี 2567 ที่ 25.5% เพราะภาพรวมของราคาสินค้าสูงขึ้น 29.9% ทั้งนี้ ปีที่มีการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันมาฆบูชามากที่สุด คือปี 60 ซึ่งมีเงินสะพัดที่ 3,000 ล้านบาท
“ถึงแม้ว่าในช่วงวันมาฆบูชาปีนี้ ภาพรวมอาจจะอาจจะคึกคักลดลงหรือไม่ได้ต่างกว่า ปี 67 มากนัก แต่การจับจ่ายใช้สอยมูลค่าเงินสะพัดที่จะอยู่ที่ 2,500.41 ล้านบาท นั้นถือว่า ไม่ได้แย่ก และ จัดว่าฟื้นตัวดีที่สุดในรอบ 4 ปี และจัดว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอ่อนๆอย่างต่อเนื่อง”
วาเลนไทน์ปีนี้จ่ายสูงสุดรอบ6ปี
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับทัศนคติพฤติกรรมและการใช้จ่าย ของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ 68 ซึ่งปีนี้วันที่ 14 กพ.นั้น ตรงกับวันศุกร์ และต่อเนื่องวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยจากจากสำรวจกลุ่มตัวอย่างจํานวน 1,250 ตัวอย่าง (ทั่วประเทศ) ระหว่างวันที่ 29 ม.ค.-2ก.พ. พบว่าสามารถเร่งจับจ่ายใช้สอยได้ ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายสูงขึ้นโดยขยายตัว 7.2% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่สูง และมีมูลค่าการใช้จ่ายเงินสะพัดโดยรวมอยู่ที่ 2,699.65 ล้านบาท หรือ ตีเป็น 2,700 ล้านบาท นับว่าสูงสุดนั้บตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา โดยหากมาดูค่าเฉลี่ย ปีที่มีการใช้จ่ายสูงสุดคือ ปี 2561-2562 และในปี 2568 ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน อยู่ที่ 2,287.34 บาท สูงสุดในรอบ 6 ปีที่มีการใช้จ่ายมาเฉลี่ยคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนมีการจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบอ่อนๆ และผู้คนจะมีความระมัดระวังการใช้จ่ายพอสมควร
โดยค่าใช้จ่าย เฉพาะซื้อของสำหรับมอบให้คู่รัก จำแนกตามGen พบว่า เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 1,201.54 บาทต่อคน
โดย Gen X มากสุดเฉลี่ย 1,663.15 บาทต่อคน รองลงเป็นGenY 1,238.09 บาทต่อคนและGenZ 617.95 บาทต่อคน
สำหรับธุรกิจที่ได้ประโยชน์ในเทศกาลวาเลนไทน์ 5 อันดับแรก คือ ร้านขายของขวัญและดอกไม้ ร้านอาหารและคาเฟ่ โรงแรมที่พัก ร้านไวน์และเครื่องดื่ม ช็อกโกแลตและขนมหวาน

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้หากมองถึงรายละเอียดของการจับจ่ายซื้อของช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า คึกคักเพิ่มขึ้นมาก มากกว่า ลดลง แต่เมื่อถามกลุ่มที่ได้ไปสำรวจว่า ทำไมถึงคิดว่า วาเลนไทน์ปี 2568 นี้จะคึกคักมากกว่า ปี 2567 ส่วนมากที่ตอบว่าที่คึกคักจะเป็นเหตุผลอื่นและจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและผู้คนยังใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบอ่อนๆ และยังกระจายไม่เต็มที่ และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจของรัฐบาลที่ลงไปนั้น ยังถือว่าไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจชนิดที่ทำให้คนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างยั่งยืนในอนาคต และ ยังไม่ได้ กระจายตัวเต็มที่
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ จากการสอบถามภาคธุรกิจถึงทัศนะของผู้ประกอบการ เกี่ยวกับการคาดการณ์การใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์และวันมาฆบูชา ในพื้นที่ของท่านเป็นอย่างไรโดย สอบถามสมาชิกหอการค้าไทย 400 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ส่วนมากจะตอบสูงกว่าปี 2567 ถึง 42.3% ดังนั้น ภาพรวมทั้งหมดทางมหาวิทยาลัยหอการค้าจึงมองว่า การจับจ่ายใช้สอยในช่วงสองเทศกาลดังกล่าวในปี 2568 จะเป็นสัญญาณที่ชี้ว่า เศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัวไปในทางบวกขึ้น และ ไม่ถือว่าเศรษฐกิจมีการขาลงใดๆ

