หน้าแรก เศรษฐกิจ เฉลียงไอเดีย ...

เฉลียงไอเดีย : สรรค์ สุดเกตุ ย้อนทศวรรษ วิวัฒนาการชุดวิวาห์

9.02.25 | 12:14 น.

เฉลียงไอเดีย : สรรค์ สุดเกตุ
ย้อนทศวรรษ วิวัฒนาการชุดวิวาห์

ย้อนไปกว่า 10 ปี สำหรับตลาดธุรกิจวิวาห์ จะเห็นถึงความหนาตาของร้านให้บริการไม่ว่าจะเป็นให้บริการเช่าชุดแต่งงาน หรือห้องตัดเสื้อชุดวิวาห์ บางถนน หรือบางย่านมีจำนวนร้านเปิดให้บริการหลายสิบร้านจนขึ้นชื่อแหล่งรวมงานชุดวิวาห์ จากข้อมูลในแวดวงธุรกิจวิวาห์ประเมินมูลค่าเงินสะพัดของตลาดนี้สูงถึงกว่าปีละ 3 หมื่นล้านบาท หรือมีคู่สมรสจดทะเบียนมากถึง 3-4 แสนคู่

แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ยังคงเปิดให้บริการได้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ง่ายนัก ด้วยเป็น 10 ปีที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเผชิญกับหลายวิกฤต ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า จนถึงปัจจุบัน ก่อเกิดให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ผ่านมาได้อย่างไร มีโอกาสคุยกับซีอีโอ “สรรค์ สุดเกตุ” ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง วัย 44 ปี เจ้าของห้องเสื้อชื่อดังย่านลาดพร้าว ซึ่งเป็นอีกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นดีไซเนอร์มือทองและผู้นำเทรนด์ด้านแฟชั่นโดยเฉพาะชุดวิวาห์ ปัจจุบันเป็นเจ้าของห้องเสื้อเช่าชุดแต่งงาน “วนัช กูตูร์” ห้องเสื้อตัดซื้อชุดแต่งงาน “วนัช เฟิร์ส” และห้องเสื้อสำหรับเจ้าบ่าว “วาริช สูท” โด่งดังในรูปแบบทั้งชุดไทย ชุดสากล และชุดยกน้ำชา จนเหล่าคนดังทั้งในประเทศและต่างประเทศยกให้เป็นร้านชุดแต่งงานต้นๆ ที่ต้องเข้ามาดู

“ตลาดธุรกิจวิวาห์วันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมาก หลายวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างโควิด กิจกรรมแต่งงานหยุดหมด กว่าจะฟื้นตัวก็ใช้เวลานาน และจากนี้ภาพจำงานแต่งงานในอดีตไม่เหมือนเดิมแล้ว อิทธิพลของเหตุการณ์ที่ผ่านมาเห็นถึงการย่อขนาดของงานลง เจ้าบ่าวเจ้าสาวรุ่นใหม่ไม่อวดโชว์ถึงจำนวนแขกที่มาร่วมงาน เป็นจำนวนมากๆ 3-5 พันคนเหมือนในอดีต วันนี้ส่วนใหญ่ย่อขนาด งานหนึ่งจะมีแขกร่วมงาน 250-300 คนเท่านั้น แต่ดีไซน์ชุดแต่งงานยังจัดเต็ม ตรงตามบุคลิก อุปนิสัยของผู้สวมใส่ ต้องออกแบบที่สะท้อนรสนิยมผู้ใส่ ทั้งการแต่งหน้า การทำผม ต้องสอดคล้องกัน สถานที่จัดงานก็ดิสรัปต์ใหม่ พูดได้ว่าโรงแรมทั่วไปได้รับผลกระทบพอควร วันนี้ไม่ได้เน้นต้องจัดในโรงแรม ทำให้เกิดสถานที่ถูกสร้างและออกแบบให้อลังการเพื่อใช้สำหรับงานแต่งงานโดยเฉพาะ มาจากหลายปัจจัย ทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย ต้องการบรรยากาศเฉพาะตัว แบ่งสัดส่วนจากแต่งแบบสมัยก่อนเกือบ 60-70% ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา”

Advertisement

คุณสรรค์เล่าว่า ด้วยมีประสบการณ์ในธุรกิจชุดวิวาห์มานานและหลงรักในอาชีพ จึงพยายามฟันฝ่ามาตลอด “ผมทำธุรกิจเวดดิ้งมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ร่วมทำมาแล้ว 25-26 ปี เป็นตั้งแต่พนักงานประจำในเวดดิ้ง สตูดิโอ จากนั้นก็ออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจเองเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา ยุคก่อนเป็น One Stop Service มีทั้ง Prewedding ชุดแต่งงาน สมัยก่อนแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อนความละเอียดลออสมบูรณ์แบบไม่เหมือนอย่างปัจจุบัน สมัยก่อนเป็นชุดนำเข้าจากจีน จากต่างประเทศ มีการแก้ไซซ์ง่ายๆ แบบผูกเชือก ถึงวันนี้ก็ยังมีให้เห็น แต่วันนี้ไทยทำชุดเอง แรกๆ รูปแบบไม่ชัดเจน เริ่มเปลี่ยนมากเมื่อครั้งดาราดัง คุณนุ่น (วรนุช ภิรมย์ภักดี) แต่งงาน ใส่ชุดไทยแบบโบราณ เลือกชุดไทยจักรพรรดิ หรือคุณแบม จณิสตา ใส่ชุดไทยจักรีประยุกต์ กระแสนำชุดไทยราชนิยมมาใส่ในงานแต่งก็มากขึ้น สมัยก่อนไม่มีสื่อออนไลน์ คนจะดูติดตามภาพจากข่าวหนังสือพิมพ์ ดูทีวี เห็นภาพแล้วก็หาร้านที่เหมาะสม จากนั้นก็มีพัฒนาการเรื่อยๆ ใช้ผ้าไหมแท้ ไม่ได้เป็นไหมเทียมมาเป็นวัสดุตัดเย็บแค่รูปลักษณ์ว่าเป็นชุดไทยและไม่จำเพาะว่าเป็นชุดไทยแบบใด จนปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย แต่ยังเป็น 2 ฝั่งอยู่ ฝั่งผสมไทย-จีน ลูกค้าจะมีพิธียกน้ำชา เลือกใส่เดรส จีนแท้เป็นกี่เพ้า ส่วนโทนสียังคงเป็นสีมงคลตามนิยมของจีน อย่างแดง ชมพู ทอง ส่วนชุดแต่งงานปรับมากมาย สมัยก่อนนำเข้า เป็นทรง Ball gown ช่วงบนรัดรูป เอวคอด เพื่อเน้นช่วงเอวให้ดูเรียวเล็ก กับกระโปรงที่มีความพองฟู ซึ่งเป็นแบรนด์ดังระดับโลก เช่น คริสเตียนดิออร์ ที่ปัจจุบันเรียบโก้ขึ้น

“เทรนด์ปี 2568 นี้คนไทยแบ่งตามความสามารถในการจับจ่าย หากเป็นเช่าเริ่มตั้งแต่ 5 หมื่นถึงกว่า 1 แสนบาท กลุ่มนี้เลือกดูตามห้องเสื้อ ตัดเย็บเอง หรือเช่าตัด เขาจะเลือกพิธีพิถันในด้านตัดเย็บ ลูกไม้มูลค่าสูง มีความเยื่้อบางๆ ใส่แล้วไม่เป็นมุ้ง รูปทรงหลากหลาย แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้จะเห็นความแตกต่าง ส่วนกลุ่มระดับกลางเลือก One Stop Service ยังเลือกสตูดิโออยู่ ชุดกลุ่มนี้จะนำเข้า ฟอร์มยังคล้ายคลึงกัน อย่างแบบเกาหลีก็มีให้เห็น แต่การตัดงานตกแต่งไม่ละเอียดอ่อนเท่า เป็นเชือกผูก หรือซิป ยังดูเป็นพลาสติกอยู่ อีกกลุ่มงบประมาณไม่มากนักจะเลือกเป็นลักษณะมินิมอล แต่ตัดเย็บ หรือความยิ่งใหญ่ของชุดจะตัดทอนลงไป แบ่งเป็น 3 ระดับอยู่ ระดับทั่วไป ระดับบน และระดับหรูหราสุดๆ แบบที่เลือกตรงกับบุคลิกมากกว่าจะตามแฟชั่น เจ้าสาวยังเลือกแบบเกาะอกมากอยู่ เจ้าสาววันนี้ดูแลตัวเองมากขึ้น เน้นรักษาหุ่นพอสมควร เจ้าสาววัย 20-30 ปี สัดส่วนมาตรฐานเป็น 32/25/36 ความสูงเฉลี่ย 160 ซม. ถือว่าเป็นเจ้าสาวไซซ์เอส กลุ่มนี้เลือกชุดได้ง่าย มักเลือกชุดเบาๆ สบายๆ โทนสีเป็นธรรมชาติอย่างสีชา สีเทาอ่อน ไม่ขาวทึบเหมือนสมัยก่อน จัดงานในโรงแรม 5-6 ดาว เจ้าสาวจะเลือกทรงเข้ารูปและมีความเป็นนางงาม โชว์สัดส่วน อย่างทรงเมอร์เมด หรือทรัมเป็ต”

คุณสรรค์ชี้ถึงจุดเด่นของการทำวิวาห์ของห้องเสื้อวนัช เน้น 2 จุดขายคือ ปรับเปลี่ยนได้ตรงกับความต้องการของเจ้าสาว ใช้เวลาพูดคุยและทำนายได้ว่าก้นลึกหัวใจของลูกค้าต้องการอะไร เพื่อตอบโจทย์หาชุดที่ตรงกับนิสัยใจคอ ความต้องการ ทำให้ลูกค้ามั่นใจ เสมือนเป็นพี่คอยช่วยให้คำแนะนำกับน้อง อีกจุดขายคือ ชุดไทย เราขายเรื่องราว (สตอรี่) อย่างไหมไทย เราใช้ผ้าไหมทอมือที่พัฒนาร่วมกับชุมชน เราถ่ายทอดความรู้ที่เรามีและเทรนด์ที่กำลังมานำไปสอนชาวบ้านว่าสีที่ต้องการสอดคล้องตอนนี้คือสีอะไร เพื่อเขาจะผลิตโดยไม่ต้องรอนาน ส่วนใหญ่ผลิตจากลำพูน หรือโคราช เน้นเห็นความแตกต่างจากแบรนด์อื่นที่ใช้ไหมเทียม หรือไหมอินเดีย ที่มีโพลีเอสเตอร์สูงกว่าไหมไทยมาก ซึ่งสิ่งที่เราทำเพื่อให้ลูกค้าอิ่มเอิบชุดที่ใส่และได้บุญจากการส่งเสริมชาวบ้านมีรายได้

เมื่อถามถึงงานยากของธุรกิจนี้ คือฤกษ์ยาม บ่อยครั้งที่บ่าวสาวได้รู้ฤกษ์ดีมาช่วงระยะสั้นๆ ที่ต้องแต่งกันภายใน 2-3 เดือน เพราะหากเลื่อนจากนี้เป็นปีชงและฤกษ์สมพงศ์จะอีก 2-3 ปี และด้วยเราทำเป็นงาน
คราฟต์ ต้องใส่ใจเรื่องงานปัก หรือถักปัก จึงต้องใช้เวลานาน ถือเป็นความท้าทาย เราหาทางออกโดยส่งไปทำที่ต่างประเทศ อย่างอินเดีย ดูไบ เป็นงานระดับโลก เขาก็จะใส่ช่างปักจากประเทศเหล่านี้ ทั้งฝรั่งเศศและอเมริกา โดยที่ทางเราจะขึ้นรูปชุดเองและต้องทำให้แล้วเสร็จก่อน 1 เดือนที่จะมีงานแต่ง

“เราต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจมีผลต่องบประมาณงานแต่งงาน งานมงคลต่างๆ มากขึ้น เมื่อก่อนเฉลี่ยมีลูกค้า 200 คู่ต่อเดือน ตอนนี้เหลือ 50 คู่ สะท้อนว่าลูกค้าสมัยใหม่ หรือเจนซี แต่งงานน้อยลง ไม่แค่ไทย แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราก็ด้วย อย่างจีนยังออกมาบอกชาวจีนแต่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังเชื่อว่าธุรกิจวิวาห์ไม่มีวันตาย หรือล้มหายไปหมด ตราบใดที่เรายังยึดวัฒนธรรม และให้ความสำคัญพระคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงกันมา ที่อยากเห็นงานมงคลลูกหลาน เพียงแต่ลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งวันนี้แบบเช่าชุดราคาเฉลี่ย 6-7 หมื่น หากตัดเย็บเก็บก็จะไม่เกิน 2 แสนบาท ฤกษ์ดีในปีนี้ ในเดือนพฤษภาคมมากสุด 25 พฤษภาคม คนจองแต่งงานช่วงนั้นแยะมาก รองลงไปคือเดือนพฤศจิกายน”

เมื่อถามถึงแผนงานในอนาคต วนัช กูตูร์ คุณสรรค์ย้ำว่า “ความผันผวนหลายด้าน การจะวางแผน 3-5 ปีจากนี้ไม่ใช่ง่าย คงเน้นวางระยะสั้นก่อน แนวโน้มธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและรายที่ทำมาไม่กี่ปีไม่อาจกำหนดได้ยาว เพราะมีเทคโนโลนี ออนไลน์ เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงแพลตฟอร์มทางการตลาดใหม่ๆ วันนี้คนดูมือถือมากกว่าอ่านหนังสือ ดูทีวี เราก็ต้องไปทำตลาดตรงนั้นมากขึ้น คนชอบดูอินสตาแกรม เราก็ต้องไปแข่งกับเขา วันนี้ต้องรับมือกับการรักษาช่างฝีมือไปพร้อมกับพัฒนาช่าง คนไทยทำลดลง ก็ต้องหาต่างชาติมาช่วย ตลาดชุดวิวาห์แข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ การจะอยู่ให้รอดไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น การจะกว้านลูกค้าทั้งหมดไม่ได้ งานคุณภาพ ต้นทุนสูงและแข่งราคาไม่ได้ เราจึงโฟกัสไปหากลุ่มที่เหมาะกับเรามากขึ้น และยังเห็นถึงศักยภาพกลุ่มอาชีพและรายได้ระดับบนเป็นหลัก วิธีการยังเหมือนเดิมคือออกชุดใหม่ตลอดเวลา เพิ่มคอลเล็กชั่นกลุ่มเฉพาะ โดยในเดือนมีนาคมนี้จะเปิดตัวคอลเล็กชั่นชุดวิวาห์ หรือชุดสำหรับกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ที่จะไม่ใช่แบบเสื้อที่ต้องเหมือนกันอย่างในอดีต แต่เราออกแบบให้ผู้ใส่เน้นในบุคลิกเฉพาะตัว อีกสิ่งที่อยากทำคือมิวเซียม สะท้อนวิวัฒนาการของชุดแต่งงานในแต่ละยุคสมัย บางชุดของคนดัง ผมยังเก็บไว้ไม่ได้ให้เช่าต่อ ก็อยากนำออกมาโชว์ ก็กำลังดูสถานที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม”

คุณสรรค์ยังฝากถึงภาครัฐให้เพิ่มความสำคัญต่อธุรกิจชุดแต่งงานไทย โดยเป็นเจ้าภาพและแกนนำจัดหาสถานที่และส่งเสริมการจัดงานเวดดิ้งแฟร์ และส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ชุดแต่งงานเป็นการเฉพาะ

เพราะเชื่อว่าการออกแบบและฝีมือของคนไทยสามารถยกระดับประเทศไทย เป็นศูนย์กลางธุรกิจวิวาห์ระดับอาเซียน