ตลท. รับหุ้นไทย เผชิญปัจจัยต่างชาติฉุดดัชนีผันผวน จ่อถกคลังหามาตรการอุ้ม
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ในขณะนี้ยอมรับว่า มีความผันผวน แต่การที่ดัชนีร่วงต่อเนื่องนี้ ยังไม่แน่ใจเรียกว่าวิกฤตได้หรือไม่ เพราะมีหลายปัจจัยที่คาดไม่ถึงเข้ามากระทบ ซึ่งการที่หุ้นลดลงมากๆ ก็ถือว่าไม่ดีอยู่แล้ว คงไม่มีใครชอบ โดยในส่วนตลาดอยากให้มองปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
หากสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง เราก็มีโอกาสเติบโตได้ และจะเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวม ซึ่ง ตลท.อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการเร่งด่วนระยะสั้น กลางและยาว เข้ามากระตุ้นตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด หากมีรายละเอียดชัดเจนออกมา อาทิ กระทรวงคลังได้สอบถามถึงเงินคงค้างกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ต่างๆ เหล่านี้
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแม็กซิโก แคนนาดา และจีนของสหรัฐ ถือว่าส่งผลกระทบเชิงบรรยากาศต่อตลาดหุ้นไทย สร้างความกังวลว่าจะมีประเทศอื่นอีกหรือไม่ แต่หากสามารถเจรจาร่วมกันได้สำเร็จ ภาพก็อาจพลิกเปลี่ยนมุมไปได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสของประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่อาจหารือร่วมกับสหรัฐได้เช่นกัน สำหรับจีน หากมีสินค้าบางตัวที่ส่งไปขายในสหรัฐไม่ได้ ก็อาจย้ายมาขายในไทยแทนก็ได้
นายศรพล กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นเซกเตอร์หลักๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างหุ้นท่องเที่ยว และหุ้นส่งออกนั้น อยากให้พิจารณาเป็นรายบริษัท เพราะมีหลายตัวที่สามารถทำกำไรปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ รวมถึงหุ้นที่มีหลายตัวราคาปรับลดลงตามภาพใหญ่ ก็เป็นโอกาสให้นักลงทุนประเมินถึงความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ ขณะที่มีข้อมูลแรงขายจากกองทุนแอลทีเอฟ ส่งผลให้หุ้นไทยปรับลดลง รวมถึงส่วนที่เหลืออยู่จะกดดันตลาดมากน้อยเท่าใดนั้น ยอมรับว่าแรงขายดังกล่าวถือเป็นผลต่อตลาดหุ้นไทยส่วนหนึ่ง แต่จากการติดตามตัวเลขขายกองทุนแอลทีเอฟยังไม่ได้มากนัก ทำให้การขอเข้าหารือร่วมกับรัฐบาลเพื่อเสนอให้ต่ออายุกองทุนดังกล่าวยังไม่มีกำหนดไว้
นายศรพล กล่าวว่า กรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศว่าจะบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในตลาดทุนไทยให้รวดเร็ว และจริงจังมากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสียหาย อาทิ เพิ่มอำนาจ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ในส่วนนี้เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต.ดำเนินการ แต่ในภาพใหญ่ของตลาดทุนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเรื่องกระบวนดการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงตลาดฯ หรือ ก.ล.ต. แต่เป็นเรื่องทุกอย่างที่ต่อเนื่องกัน ทำให้การประกาศของ รมว.คลังจะช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น
นายศรพล กล่าวว่า ณ สิ้นเดือนมกราคม 2568 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,314.50 จุด ทำให้ในเดือนแรกปี 2568 ปรับลดลง 6.1% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าภาพรวมเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน และกลุ่มพลังงาน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 39,006 ล้านบาท ลดลง 17.2% จากเดือนมกราคม 2567 อย่างไรก็ตาม เห็นสัญญาณเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขายผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด 4 เดือนต่อเนื่อง

