ชี้ “กาสิโน” เพิ่มรายได้รัฐแสนล้าน เผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2.5 พันคน พบคนไทยเล่นพนันทุกวัน โดย 48% มองเป็นการเสี่ยงโชค และ 46.7% เล่นพนันจากหวยใต้ดิน พร้อมหนุนเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย เชื่อภาษีพนันสร้างรายได้รัฐเพิ่ม 41.5%
ที่โรงแรมสุโกศล นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมและสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต หัวหน้าโครงการศึกษา “ภาษีพนันและสนามม้า” ว่าจ้างโดยกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวในงานสัมมนาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ว่า การศึกษาเรื่องดังกล่าวไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลที่จะมีแผนเปิดบ่อนกาสิโน แต่ตนได้คุยกับกรมสรรพสามิตมาเป็นระยะเวลานาน 5 ปี และได้เริ่มศึกษาเมื่อปีที่แล้ว โดยจุดมุ่งหมายของงานวิจัย คือ ศึกษาว่า ประเทศที่เปิดบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมายนั้น มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในเชิงบวกและลบอย่างไร กรณีที่เกิดผลกระทบเชิงลบนั้น เขามีวิธีบริหารจัดการอย่างไร
ทั้งนี้ คณะวิจัยได้ศึกษาถึงการเปิดบ่อนกาสิโนในมาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และ แนวชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน รวมถึงศึกษาถึงทัศนคติของคนไทยที่มีต่อการเปิดบ่อนกาสิโน โดยกรณีการศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนตามแนวชายแดนไทยพบว่า มีบ่อนกาสิโนขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ รวมกว่า 100 แห่ง มากกว่าที่เราเข้าใจว่ามี เพียง 30-40 แห่ง และลูกค้าที่เข้าไปเล่นการพนันที่บ่อนกาสิโนนั้นส่วนใหญ่เป็นคนไทย
นอกจากนี้ พบว่า การเปิดบ่อนกาสิโนในมาเลเซีย ไม่มีผลกระทบต่อคนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งใกล้เคียงกับกาสิโนดังกล่าว แต่กลับพบว่า การพนันชนวัว เป็นกรณีการพนันที่น่าสนใจ เพราะสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะการปลูกหญ้าเพื่อนำมาเลี้ยงวัว ซึ่งสร้างผลผลิตและรายได้มากกว่าการปลูกข้าว หากดึงเรื่องดังกล่าวมาช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว จะเป็นแหล่งในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
ผลการศึกษาจะสรุปไปยังกรมสรรพสามิตในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ซึ่งผลศึกษาได้โฟกัสภาษีที่เก็บจากกาสิโนใน 3 ประเทศข้างต้น โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้จากภาษีมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยเทียบเคียงกับการเปิดบ่อนกาสิโนในสิงคโปร์ ที่เน้นการประชุมและท่องเที่ยว เพิ่มไปด้วย โดยกาสิโนมีเพียง 30% ที่เหลือเป็นโรงแรม และสันทนาการ
ทั้งนี้ การจะเกิดกาสิโนในไทยจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ผู้ประกอบการซึ่งมองว่า ทั้งไทยและต่างประเทศพร้อมที่จะทำ 2.ทางสังคม ซึ่งขณะนี้ คนไทยให้การยอมรับมากขึ้นและรอบบ้านของเรา ก็มีบ่อนเกิดขึ้นมาก 3.ด้านการเมืองที่จะต้องมีความสุจริต เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินหลายแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายเรื่องนี้ และส่วนตัวก็ยังไม่เห็นว่า จะเกิดขึ้นได้เมื่อใด
นายกฤษฎา พรประภา คณะวิจัยฯกล่าวว่า ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,500 คน ทั่วประเทศพบว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอนุญาตให้การประกอบธุรกิจกาสิโนอย่างถูกกฎหมายในรูปแบบสถานบันเทิงครบวงจร และพบพฤติกรรมการเล่นพนันของกลุ่มตัวอย่างว่า เล่นเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งหมายถึง เล่น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือเล่นทุกวัน เหตุผล คือ เป็นการเสี่ยงโชคและเพื่อความเพลิดเพลิน และชอบเป็นการส่วนตัว
การเสี่ยงโชคที่ว่า แบ่งเป็นการซื้อหวยใต้ดิน 46.7% การซื้อสลากออมสิน 18.5% และอื่นๆ 19.9% ซึ่งหมายถึง การพนันไก่ชน วัวชน เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อปี
ทั้งนี้ ผลการศึกษาประเมินว่า เมื่อเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย จะช่วยลดจำนวนผู้ไปเล่นการพนันในต่างประเทศลดลง 30.1% รัฐบาลมีรายได้ทางอ้อมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่ม31.1% ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่ม34.5% มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 40.9% และ ทำให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น41.5%
ส่วนข้อเสียของการเปิดบ่อนกาสิโน ผลสำรวจระบุว่า ปัญหาอาชญากรรมจะเพิ่มมากขึ้น 70.1% ปัญหาการหย่าร้างและการฆ่าตัวตายจะเพิ่มขึ้น 52.9% และ ขัดต่อหลักศาสนาและทำให้ศีลธรรมเสื่อมลง 49.1%
อย่างไรก็ดี ผู้สำรวจพบว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาอาชญากรรมไม่ได้เพิ่มขึ้น โดยดูจากปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านที่มีบ่อนกาสิโนที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ ช่วยลดปัญหาดังกล่าว
นางดวงพร อาภาศิลป์ หนึ่งในคณะวิจัยกล่าวถึงแนวโน้มการพนันโลกว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่ธุรกิจการพนันโดยเฉพาะกาสิโนเติบโตสูงในโลก เนื่องจาก ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รัฐบาลหลายประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ทำให้การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น มาเก๊า สิงคโปร์ โดยเฉพาะมาเก๊า จำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปี 2558 ธุรกิจพนันโลกอยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิกถึง 30%
สำหรับการเปิดบ่อนกาสิโนในมาเก๊านั้น มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้รับสัมปทานจำนวน 6 ราย ภาษีที่จัดเก็บมีทั้งแบบคงที่และผันแปร ส่วนที่ผันแปรเก็บจากรายรับรวมจากการพนัน อัตราภาษีปัจจุบันอยู่ที่ 35% กับมีส่วนที่จ่ายเพื่อจุดประสงค์ทางสังคมและเศรษฐกิจในอัตรา 2%และ3% อัตราสูงสุดจึงเป็น 40%
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2545-2557 จีดีพีเพิ่มขึ้น 7.9 เท่าจาก 56,298 ล้านปาตาคาในปี 2545 เป็น 443,297 ปาตาคาในปี 2557 อัตราการว่างงานลดลงจาก 3.4% มาอยู่ที่ 0.4% ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเก๊าได้นำรายได้จากการเปิดบ่อนกาสิโนไปจ่ายเป็นสวัสดิการประชาชนจำนวน 2.2-2.6 หมื่นบาทต่อคนต่อปีสำหรับผู้ที่มีพำนักถาวร และ 1.3-1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อปีสำหรับผู้พำนักชั่วคราว
นายวิษณุ วงศ์สินสิริกุล คณะวิจัยฯกล่าวถึงการเปิดบ่อนกาสิโนในสิงคโปร์และมาเลเซียพบว่า ได้สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก กรณีของสิงคโปร์นั้น รายได้กาสิโนมีถึง 1.8 แสนล้านบาทในปี 2556 และ 1.83 แสนล้านบาท ในปี 2557 ส่วนปี 2558 มีรายได้ลดลง 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ พบว่า คนสิงคโปร์เองกลับนำเงินไปเล่นพนันในต่างประเทศ(ในเรือสำราญ)คิดเป็นเงินราว 3-6 หมื่นล้านบาทต่อปี และ ไม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมและคอร์รัปชั่น โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า จัดการกับปัญหาดังกล่าวได้
กรณีการเปิดบ่อนกาสิโนในมาเลเซียนั้น รัฐบาลอนุญาตให้ผู้ประกอบการเพียงรายเดียว และ ควบคุมพื้นที่ให้อยู่บริเวณเกนติ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะสามารถควบคุมผู้เข้ามาเล่นการพนันได้ ทำให้ผลกระทบเชิงสังคมไม่มีเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในพื้นที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แม้จะพบผู้มาเล่นพนันที่เป็นอิสลามแต่ทางการยืนยันไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนมาเลเซียเชื้อสายจีนที่มีฐานะตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป ทั้งนี้ รายได้ในกาสิโนดังกล่าวมีถึง 6.58 หมื่นล้านบาทในปี 2557

