หน้าแรก เศรษฐกิจ บสย.เล็งเพิ่ม...

บสย.เล็งเพิ่มค้ำสินเชื่อลีสซิ่ง รับลูกคำขอภาคเอกชน กระตุ้นตลาดรถยนต์-ลดถูกยึด ลุ้นไฟเขียวมีนาคมนี้

12.02.25 | 12:42 น.

บสย.เล็งเพิ่มค้ำสินเชื่อลีสซิ่ง รับลูกคำขอภาคเอกชน กระตุ้นตลาดรถยนต์-ลดถูกยึด ลุ้นไฟเขียวมีนาคมนี้

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ในปี 2568 บสย.ยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญและช่วยเหลือให้กลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเตรียมขยายผลิตภัณฑ์และเป้าหมายการให้การค้ำประกันสินเชื่อ โดยขณะนี้กำลังศึกษาค้ำประกันสินเชื่อลีสซิ่งรถยนต์เพื่อประกอบธุรกิจ ซึ่งแนวคิดเกิดจากหลังได้หอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอให้หน่วยงานรัฐมีส่วนช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่เจอประสบปัญหารายได้และสภาพคล่องจนไม่อาจกระทบต่อการผ่อนรถยนต์ เบื้องต้นได้หารือกับธนาคารที่มีบริษัทลูกให้บริการลีสซิ่งรถยนต์แล้ว 6-8 ราย หลังจากจัดทำรายละเอียดแล้วจะนำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) บสย.เพื่อพิจารณาและอนุมัติ และลงนามความร่วมมือกับธนาคารทันที โดยใช้งบประมาณที่เป็นกำไรจากการดำเนินการของ บสย.ส่วนหนึ่ง คาดว่าหลังบอร์ด บสย.เห็นชอบจะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่าได้รับความตอบรับจากทั้งบริษัทให้บริการลีสซิ่ง และค่ายรถยนต์ เป็นการกระตุ้นยอดซื้อรถใหม่ และ ผู้ประกอบการกล้าลงทุนเพิ่ม

“บสย.จะค้ำประกันสำหรับผู้มีประวัติดีและยังดำเนินธุรกิจ แต่อาจติดขัดเรื่องสภาพคล่อง ที่ต้องการต้นทุนต่ำจากดอกเบี้ยและระยะผ่อนชำระที่ยาวขึ้น บสย.ไม่ใช่ผู้ให้บริการลีสซิ่ง แต่เราค้ำประกันไม่เกิน 20% ของวงเงินหนี้ พร้อมกันนี้กำลังเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่เจอปัญหาเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ ทั้งที่ในปัจจุบันพบว่ายอดหนี้ที่เอสเอ็มอีรายย่อยต้องการต่ำกว่า 1 แสนบาท เริ่มเห็นต่ำกว่า 9 หมื่นบาทมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เฉลี่ยจะอยู่ที่ 1.2 แสนบาท สะท้อนถึงการเข้าถึงแหล่งกู้ยากและบางส่วนต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ จากตัวเลขของสมาพันธุ์เอสเอ็มอี ระบุว่าหนี้นอกระบบสูงขึ้น จาก 20% อาจถึง 40% แล้ว” นายสิทธิกรกล่าว

นายสิทธิกรกล่าวต่อว่า ปีนี้มาตรการแก้หนี้ยังสานต่อ “บสย. พร้อมช่วย” หรือมาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว โดยคาดว่าจะมียอดค้ำประกันสินเชื่อทั้งปีถึง 6 หมื่นล้านบาท จากปี 2567 ที่มียอดค้ำประกันเกิน 5.3 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่คาดไว้ สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อและความต้องการการค้ำประกันสินเชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ขอให้รัฐบาลนำเรื่องไปหารือกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทไฟแนนช์ หรือลีสซิ่งรถยนต์ เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้ยึดรถกระบะ หรือรถปิกอัพ ซึ่งเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ประชาชนใช้ทำมาหากิน หรือรับส่งคนในครอบครัว ซึ่งเวลานี้จากข้อมูลเครดิตบูโร คนไทยมีหนี้ด้านรถยนต์ และเสี่ยงที่ถูกยึดรถกระบะ 1-2 แสนคัน หากถูดยึดไปในเวลานี้ก็จะไม่มีเครื่องมือในการทำมาหากิน ขณะที่ในปลายปีถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะมีความคึกคักมากขึ้น พร้อมโชว์ตัวเลข ปีนี้ยอดขายรถกระบะลดลงเกือบ 40% แสดงว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีเงินจะซื้อ เท่ากับว่าเขาจะทำมาหากินก็ไม่ได้แล้ว จะไปยึดรถเขาอีก ถ้าเราช่วยให้เขาต่อชีวิตหรือต่อออกซิเจนให้มีลมหายใจต่อไปไม่ดีกว่าหรือ ดังนั้นถ้าเราทำการบ้านร่วมกับสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์ รวมถึงลีสซิ่ง ไฟแนนซ์ต่างๆ โดยอาจให้เขาผ่อนน้อยลง หรือขอดูเวลาอีกซัก 3 เดือนได้หรือไม่ เพื่อเศรษฐกิจจะหมุนได้อีกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้

Advertisement

ขณะที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการแก้ปัญหาสินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวว่า อยู่ระหว่างกระบวนการพูดคุยกับหลายฝ่าย โดยเน้นลดปัญหาเรื่องสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อของลีสซิ่ง ที่ปัจจุบันมีการประเมินความเสี่ยงที่เข้มงวดและระมัดระวังเกินไป