บิ๊กธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ถอดรหัสจีดีพีไทยปี 2568 โตได้ไกลแค่ไหน ท่ามกลางศก. กำลังซื้ออ่อนแอ
พลันที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดตัวเลขภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส4 ของปี 2567 ขยายตัว 3.2% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 3% รวมทั้งปีอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ปี 2568 คาดการณ์จะขยายตัว 2.3-3.3% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.8%
มีเสียงสะท้อนจากนักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ที่ออกมากถอดรหัสตัวเลขคาดการณ์จีดีพีในปี 2568 ที่มองว่าน่าจะเป็นไปได้มากสุด ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน
‘นักเศรษฐศาสตร์’ ชี้ยากจีดีพีถึง3%
เริ่มจาก ”อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่มองว่าจีดีพีโตต่ำไตรมาส4 มองไปข้างหน้ายังน่าห่วง เนื่องจาก 1.ห่วงแรงฉุดจากรถยนต์และการก่อสร้างภาคอสังหาริมทรัพย์ลากยาว แม้มองอาจฟื้นครึ่งหลัง แต่อาจทำได้เพียงทรงๆ ประคองตัว ดีที่ไม่น่าทรุดติดลบต่อ 2. อย่าหวังการท่องเที่ยวมากไป เพราะการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มจำกัด ปีนี้น่าใกล้ช่วงโควิดแล้ว ขาดแต่จีน
3.กำลังซื้อคนไทยยังอ่อนแอ โตแต่กลุ่มท่องเที่ยว มาตรการแจกเงินทำได้แค่ประคอง อยากเห็นการสร้างรายได้ 4. ต้องเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทั้ง FDI และคนไทย อย่าปล่อยนานจนขาดความเชื่อมั่น หรือไปตปท.หมด 5. สุดท้ายไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 3% ระยะยาว ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง สังคมสูงวัย ขาดแรงงาน ขาดทักษะ ต่อให้แก้ปัญหาเชิงวัฏจักรได้ เช่นอสังหาหรือรถยนต์ แต่ระยะยาวยังต้องปรับโครงสร้าง
อมรเทพ อธิบายว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 แม้ต่ำกว่าคาด โดยสศช.รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 ขยายตัว 3.2% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหรือขยายตัว 0.4% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล ส่วนปี 2568 สศช.คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยในช่วง 2.3-3.3% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.8% หากดูรายละเอียดมีปรับลดการลงทุนภาครัฐและการใช้จ่ายภาครัฐ อีกทั้งมองว่าการนำเข้าสินค้ายังคงเร่งตัวต่อเนื่อง แต่ได้ปรับมุมมองเชิงบวกมากขึ้น สำหรับการใช้จ่ายภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้า
โดยเรายังมองการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ยังคงเร่งขึ้นเทียบไตรมาสต่อไตรมาสในช่วงแรก แต่ด้วยปัญหาสงครามการค้า การฟื้นตัวของภาคการส่งออกที่ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งการบริโภคเอกชนยังคงมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำโดยเฉพาะรถยนต์ การลงทุนเอกชนยังมีความเสี่ยงอ่อนแอลงโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ โดยรวมอาจจะกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีได้
“มองว่ายากที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตถึง 3% เว้นแต่รัฐมีมาตรการกระตุ้นแรงๆออกมา โดยเรายังคงคาดการณ์เศรษฐกิจจะโตที่ 2.7% และน่าจะเห็นการเติบโตที่น้อยลงในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เทียบไตรมาสต่อไตรมาสตลอดในช่วงที่เหลือของปีนี้” อมรเทพกล่าว
26กพ.ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ย
อมรเทพ ยังกล่าวถึงนโยบายการเงินด้วยภาวะเศรษฐกิจที่โตช้า ความเสี่ยงที่เปราะบางมากขึ้นการขยายตัวที่เริ่มชะลอลงในภาพการท่องเที่ยวที่อาจไม่ใช่แรงส่งได้แรงเหมือนปีก่อนหน้า ประกอบกับเงินเฟ้อยังขยายตัวต่ำจากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ อาจมีส่วนให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เริ่มส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย โดยไม่ต้องรอให้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อน เพราะเฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากความเสี่ยง เงินเฟ้อยังสูงและเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแกร่ง แต่สำหรับไทยตรงกันข้าม ความเสี่ยงขาลงมีค่อนข้างมาก และอาจสนับสนุนให้ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น
“ขณะที่แบงก์ชาติอาจแบ่งรับแบ่งสู้ ให้น้ำหนักความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกและทิศทางเศรษฐกิจโลกจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะรุนแรงมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีและอยากที่จะเก็บขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย เอาไว้ใช้ในช่วงครึ่งหลังของปีหรือเรียกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจนขึ้น ก็เป็นไปได้” อมรเทพกล่าว
’ลลิล’ มั่นใจศก.โต2.9% ลุยลงทุน 5 พันล้าน
ด้าน ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเติบโต 2.9% มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาถึง 40 ล้านคน การเพิ่มขึ้นของการลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขยายตัวมีการลงทุนใหม่ ๆ และอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับลดลง
“บริษัทยังคงจับตามองปัจจัยเสี่ยง เช่น สงครามการค้า ที่กลับมารุนแรง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากแนวโน้มการขยายตัวต่ำกว่าคาดของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แนวโน้มการชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจจีน และภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง” ไชยยันต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ไชยยันต์ กล่าวว่า เชื่อว่าปี 2568 นี้จะเป็นปีแห่งโอกาสสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ในปี นี้บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 6-8 โครงการ มูลค่ารวม 4,000-5,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาทและรับรู้รายได้ 4,050 ล้านบาท
พร้อมทั้งยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพและความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด National Property Company โดยมุ่งเน้นการบริหารงานตามหลัก ESG เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจ ทั้งด้านการตลาดแบบ Lifestyle & Experience Marketing, การใช้ Big Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่
’นายกอสังหาฯ’ ชี้จีดีพีโตไม่หวือหวา
ขณะที่“พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย มองว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเผชิญกับกำลังซื้อที่ลูกค้ากู้ไม่ผ่านสูง แม้ว่าสศช.จะออกมาว่าจีดีพีปี 2568 นี้จะได้เท่านั้นเท่านี้ ก็ไม่มีผล ถ้าหากในตลาดไม่มีกำลังซื้อ และตอนนี้ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อที่กู้ยาก ในส่วนของผู้พัฒนาโครงการก็กู้ยากด้วยเช่นกัน เนื่องจากแบงก์มีความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ
“ถามว่ามองว่าจีดีพีปี 2568 จะโตขึ้นเท่าไหร่ ผมว่าคงไม่โตแบบหวือหวา และไม่น่าจะถึง 3% เพราะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ มีแค่ภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยหนุนไว้ แต่หากรัฐบาลมีการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นหรืออื่นๆออกมาอีก ก็มีความเป็นไปได้ที่จีดีพีปีนี้จะเติบโตสูง แต่เท่าไหร่ไม่อยากคาดการณ์” พรนริศกล่าว
บิ๊กศุภาลัย คาด 3 ปัจจัยหนุนโตเกิน3%
ส่วน “ประทีป ตั้งมติธรรม” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมปี 2568 มองว่าน้ำมันจะมีแนวโน้มลดราคาลง ดอกเบี้ยจะลด เพราะเงินเฟ้อที่ต่ำต่อเนื่อง จะเป็นประโยชน์ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และเป็นความหวังปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้วอย่างชัดเจน รวมทั้งจีดีพีปีที่แล้วโต 2% กว่าเพราะงบประมาณยังไม่ออก เงินหมื่นแจกช้า
สำหรับในปี 2568 นี้ อยากตั้งเป้าโตกว่า 3% ซึ่งมีการแจกเงินหมื่นแล้วรอบสอง กำลังแจกรอบที่3 ขณะที่ภาคการส่งออกก็ดีขึ้น การท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ต่างชาติยังสนใจมาอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนก็มีมากขึ้น ดังนั้นจากปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้ในปีนี้มองว่าเศรษฐกิจและกำลังซื้อจะค่อยๆดีขึ้น

