ปธ.หอค้า เชื่อนักลงทุนตกใจระยะสั้น แนะ 3 แรงขับเคลื่อนจีดีพีให้โตไม่ต่ำ3%
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลกระทบจากสงครามการค้ารอบใหม่เริ่มแสดงให้เห็นชัดเจนต่อตลาดโลก ค่าเงินอ่อนค่าลง โดยค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนตัว หุ้นทั่วโลกปรับลดลง และตลาดการเงินเกิดความผันผวน ซึ่งสะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะ Shock Reaction จากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้น การที่สภาพัฒน์ฯ ปรับลดเป้าจีดีพีเร็ว เหลือ 2.7% นั้น ก็น่าจะสะท้อนได้ว่าไทยยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีอยู่ อาจยังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมโดยเร็ว
“วันนี้ไม่อยากให้พูดถึงแนวโน้มการค้าอย่างเดียว แต่อยากพูดถึงว่า ไทยต้องทำอะไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และไทยต้องไม่ใช่แค่รอโอกาสแต่ต้อง สร้างโอกาส ขึ้นมา” นายสนั่น กล่าว
นายสนั่น กล่าวว่า ในมุมมองหอการค้ามองภาพเศรษฐกิจออกเป็น 3 ระยะ หลังจากนี้ คือ
1. ระยะสั้น เชื่อว่าตลาดยังคงตกใจและมีความผันผวนสูง นักลงทุนและตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐ ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าตามแนวโน้มเงินทุนไหลออกและความกังวลของนักลงทุน ด้านภาคการส่งออกของไทยในครึ่งปีแรกน่าจะยังเติบโตได้
2. ระยะกลาง คาดว่าภาคธุรกิจและตลาดการค้าจะปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจีนอาจเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่หรือพิจารณาย้ายฐานการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยทำให้สินค้าจากจีนหลั่งไหลเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และรักษาสมดุลของตลาดภายในประเทศ
3. ระยะยาว หอการค้าฯ ยังมองว่าเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยเน้นการผลิตในประเทศ (Localization) มากขึ้น ซึ่งอาจลดโอกาสของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย ซึ่งไทยเองก็จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ด้านการค้า เช่น กระจายตลาดส่งออก และ เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเพิ่มเติม เพื่อรองรับความผันผวนในอนาคต
นายสนั่น กล่าวว่า หอการค้าไทย ตั้งเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยหวังให้ GDP ไทยในปีนี้สามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3 % ซึ่งหอการค้าฯได้มีการนำเสนอแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ข้อเสนอหลัก คือ
1. การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ โดยภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ การควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานและบริการที่จำเป็น การตรึงราคาค่าไฟฟ้า – น้ำมันดีเซล การผลักดันให้มีการจัดตั้ง กรอ.พลังงาน การกระจายงบประมาณไปยังภูมิภาคอย่างทั่วถึง และการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ”มาตรการคูณสอง“นอกจากนั้น ยังขอให้รัฐบาลสานต่อการขับเคลื่อนการยกระดับเมือง 10 จังหวัดนำร่อง ที่ได้ดำเนินไปก่อนหน้านี้
2. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน SMEs แก้ไขปัญหาหนี้ ที่ประชาชนและ SMEs กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งหัวใจสำคัญของการแก้หนี้ คือ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงิน การคลัง ควบคู่กัน พร้อมกับการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การลดดอกเบี้ย และการปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อก็เป็นเรื่องจำเป็นในขณะนี้ นอกจากนี้ ภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ โดยดูแลการค้าให้เป็นธรรม ไม่เป็นตลาดที่ดัมพ์สินค้าไร้คุณภาพ ซึ่งจะทำลายตลาดระยะยาวของประเทศ อีกทั้ง ไทยต้องเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ ที่มีการจ้างงานในประเทศ มีการใช้ local content ในท้องถิ่นให้มากที่สุด
3. การวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) การเร่งดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หอการค้าฯ ได้ เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ EEC ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนใน EEC ได้อีกมหาศาล และนอกจากนั้นการเพิ่มการส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิมที่เคยได้รับการส่งเสริม BOI แล้วมีการ ลงทุนเพิ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ก็ควรขยาย scope ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยให้การลงทุนในประเทศกลับมา 2) การรักษาโมเมนตั้มภาคธุรกิจที่ไทยยังแข่งขันได้ ทั้งในด้าน Food, Tourism, Wellness และโอกาสการเป็นศูนย์กลางด้าน Logistics & Connectivity และ Education Hub 3) การเร่งดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve ด้าน AI, Digital, EV Car และ Green Energy 4) การเจรจากับเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับจุดผ่านแดนทางการค้า 5) การบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดท่วมและแล้งซ้ำซาก อย่างทันที และ 6) การปรับปรุงนโยบายด้านแรงงานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนั้น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไทยต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศในระยะยาวคือ การพัฒนาคนไทยให้เป็น Global Citizen เพิ่มการลงทุนด้านการศึกษา และ Reskilling Workforce ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้ถูกนำมาใช้จริง เพื่อช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อ Tech Talent ให้ย้ายเข้ามาทำงานและอยู่ในประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยการส่งเสริมสนับสนุนวีซ่าการทำงานของ digital nomads ทำให้ไทยมีความโดดเด่นเมื่อเทียบเคียงกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
“หอการค้าฯ มองว่าหากในอนาคตหากมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ ก็มีโอกาสที่ GDP ไทย จะกลับมาเติบโตเต็มศักยภาพตามเป้าหมาย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ” นายสนั่น กล่าว

