ธปท. ชี้หนี้เสียไตรมาส 4/67 ลดลง 2 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่สบายใจ เร่งดึงเข้าคุณสู้เราช่วย
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4/2567 หดตัวอยู่ที่ 0.4% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่หดตัว 2.0% มีการขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีหดตัวลดลง สินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและรายได้กลุ่มเปราะบางที่ฟื้นตัวช้า แต่ในภาพรวมมองว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง
นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ยอดคงค้างสินเชื่อไม่ก่อรายได้ (เอ็นพีแอล) ไตรมาส 4/2567 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.3 แสนล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ 5.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.78% หักจากสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งลูกหนี้บางส่วนสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ปรับชั้นดีขึ้นมาอยู่ที่ในระดับสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Stage 2) รวมถึงมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพของสินเชื่อธุรกิจ ส่งผลให้สินเชื่อ stage 2 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.98%
“ธปท.ไม่ได้สบายใจที่ตัวเลขเอ็นพีแอลปรับดีขึ้นในไตรมาส 4 ที่ผ่านมานี้ จากมูลค่าหนี้เสียที่ลดลงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ต้องดูกันยาวๆ มากกว่า เพราะไตรมาส 4 ของทุกปีเป็นช่วงที่สถาบันการเงินพยายามบริหารจัดการเพื่อปิดงบประมาณรายปีด้วย จึงต้องติดตามกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด โดยการแก้ไขหนี้ต้องสะท้อนจากรายได้ที่ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากแก้หนี้แต่รายได้ไม่กลับมา หนี้ก็จะแก้แบบระยะยาวไม่ได้ เป็นเพียงการลดภาระเท่านั้น” นางสาวสุวรรณีกล่าว

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ในระยะถัดไป ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี และครัวเรือนบางกลุ่ม ที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง รวมถึงธุรกิจในกลุ่มที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันปรับลดลง ต้องติดตามผลสำเร็จของการให้ความช่วยเหลือภายใต้โครงการคุณสู้เราช่วย โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 3/2567 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน จากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ขยายตัวชะลอลง ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีปรับลดลงตามการหดตัวของสินเชื่อและตราสารหนี้ ด้านความสามารถในการทำกำไรโดยรวมลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะภาคการผลิต แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว
นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างหนี้สะสมของระบบสถาบันการเงินในปี 2567 จำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 7.18 ล้านบัญชี ทั้งธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ 2.42 ล้านบัญชี สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) 4.76 ล้านบัญชี ยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 2.66 ล้านล้านบาท ทั้งธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ 1.07 ล้านล้านบาท SFIs 1.59 ล้านล้านบาท ด้านความคืบหน้าโครงการคุณสู้เราช่วย ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2567 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2568 จำนวนลูกหนี้ลงทะเบียนทั้งหมด 8.2 แสนราย จำนวนบัญชีลงทะเบียนทั้งหมด 9.9 แสนบัญชี
นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคที่พบ ได้แก่ สำนักงานไม่สามารถติดต่อลูกหนี้บางส่วนที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมมาตรการได้ โดยเฉพาะลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ ลูกหนี้บางส่วนติดข้อจำกัดเงื่อนไขของมาตรการ โดยเฉพาะการห้ามก่อหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคในช่วง 12 เดือนแรก แต่ข้อนี้มองว่าลูกหนี้มีเงินส่วนดอกเบี้ยที่ลดลงให้สามารถใช้จ่ายเพิ่มได้ และหากปล่อยให้ก่อหนี้เพิ่ม อาจไม่ตอบโจทย์การแก้หนี้ได้จริง หรือกังวลการรายงานข้อมูลในเครดิตบูโร โดยแนวทางดำเนินการ ได้ขยายระยะเวลาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 เปิดตัวมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของนอนแบงก์ที่ไม่ใช่บริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ 13 กุมภาพันธ์-30 เมษายน 2568 สำนักงานเร่งแจ้งลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการได้ สื่อสารเพื่อแก้ความเข้าใจผิดของลูกหนี้ต่อโครงการในด้านต่างๆ อาทิ ลูกหนี้ยังมีสภาพคล่องส่วนเพิ่มจากค่างวดที่ลดลง โดยไม่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มเติม และยังสามารถกู้เพื่อประกอบธุรกิจได้


