หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดโผ 38 สิน...

เปิดโผ 38 สินค้า เสี่ยงส่งออกวูบ หากทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้า ไทยสะเทือน 1.7 แสนล้าน

19.02.25 | 14:35 น.

สถาบันอาหาร เปิดโผ 38 สินค้าเสี่ยงส่งออกวูบ ถ้าทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้า เม.ย. ไทยสะเทือน1.7 แสนล้าน 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยถึง สถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 2567 มีมูลค่า 1,638,445 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 7.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากความต้องการเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร

รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัว สำหรับปี2568 คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารจะมีมูลค่า 1,750,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8 % เนื่องจากปริมาณวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ทั้งมันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด และมะพร้าว

ขณะที่ค่าเงินบาทปี 2568 อาจเคลื่อนไหว 33-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเอื้อต่อการส่งออก โดยสินค้าส่งออกดาวเด่นปี 2568 คือ อาหารสัตว์เลี้ยง ซอสและเครื่องปรุงรส อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์มะพร้าว

“การส่งออกเกษตรและอาหารของไทยปีนี้ ยังคงมีความเสี่ยงสูงจากนโยบายจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (reciprocal tariffs)ของสหรัฐฯที่จะนำมาใช้กับประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯซึ่งรวมทั้งไทย ซึ่งอาจจะทำให้การส่งออกปีนี้อาจไม่เป็นไปตามเป้าคาดการณ์ ” นางศุภวรรณ  กล่าว

Advertisement

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย  กล่าวเสริมว่า การส่งออกเกษตรและอาหารปี 2568 มีความท้าทายมากเพราะสินค้าอาหารไทยมีความเสี่ยงที่อาจถูกสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าในเดือนเมษายนนี้ ต้องจับตาดูว่าจะขึ้นในอัตราเท่าไหร่และสินค้าใดบ้าง รวมทั้งสหรัฐอาจใช้มาตรการกดดันให้ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตรอาหารเพิ่มเติม

“ไทยมีความเสี่ยงอาจถูกขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอาหาร เพราะปีที่แล้ว ไทยมียอดเกินดุลการค้าสินค้าอาหารกับสหรัฐฯ 128,230 ล้านบาท ราว 10% ของยอดเกินดุลรวมของไทย รองจากอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ โดยปีก่อนไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ 172,380 ล้านบาท แต่นำ เข้า เพียง 44,150 ล้านบาท” นายพจน์ กล่าว

นายพจน์ กล่าวต่อว่า กลุ่มสินค้าอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษี มี 38 รายการ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐ มูลค่าส่งออก 172,380 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับความรุนแรงของผลกระทบ

กลุ่มที่ 1. กระทบมากที่สุด  18 รายการ คือ กุ้งแช่แข็ง ปลาหมึกแช่แข็ง ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้งปรุงแต่ง ข้าวพร้อมทาน ขนมปังกรอบ บะหมี่ พาสต้า น้ำมะพร้าว น้ำสับปะรด ผัก ผลไม้กระป๋อง กะทิสำเร็จรูป ซอส เครื่องปรุง และอาหารสัตว์เลี้ยง  

กลุ่มที่ 2.กระทบปานกลาง 10 รายการ คือ มะพร้าว ทุเรียน มะขาม แป้งมัน แป้งข้าว กลูโคส น้ำเชื่อมกลูโคส น้ำตาลมะพร้าว เครื่องดื่มที่มีน้ำมะพร้าวหรือน้ำผลไม้ผสม และเครื่องดื่มชูกำลัง

กลุ่มที่ 3.กระทบน้อย 10 รายการ คือ แมลง-จิ้งหรีด น้ำผึ้ง ถั่วเขียว กระเทียม ขิง พริกไทย เครื่องเทศอื่นๆ น้ำมันรำข้าว น้ำมะพร้าว และขนมที่ทำจากชอกโกแลต

นายพจน์  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชาชนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรและอาหารมากถึง 30 ล้านคน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยจะต้องเร่งเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าบางรายการให้กับสหรัฐเพิ่มเติม แต่จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในประเทศ

โดยกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ อาจต้องการให้ไทยนำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลาทะเล นมผง วัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งในกลุ่มนี้สามารถทำได้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นเป็นสินค้าจำเป็นต่อบริโภคและใช้ในการแปรรูปของไทย แต่กลุ่มสินค้าที่น่าเป็นห่วงที่สหรัฐฯพยายามกดดันให้ทุกประเทศเปิดตลาดมากขึ้น คือกลุ่ม ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศ โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้พยายามเปิดตลาดเนื้อสัตว์ในหลายประเทศมาอย่างต่อเนื่องทั้งในอาเซียน รวมถึงเอเชียตะวันออก

นายพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยยังคงมีปัญหาภายในรุมเร้า ทำให้สามารถกำลังการผลิตได้เพียง 25 % เท่านั้น เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงานอย่างหนัก

ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งเปิดนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อการส่งออกโดยเร็ว อาทิ ข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอาหารสัตว์ ,สัตว์น้ำ เพื่อแปรรูปส่งออก รวมทั้งต้องเร่งลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต เช่น ลดค่าน้ำ ค่าไฟ และนำAIมาใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้กับสินค้าเกษตรไทย