เลขาฯอีอีซี เชื่อมั่นลงทุนไทยยังแข่งขันได้ แนะคว้าทุนต่างชาติ 2 ปีทอง ก่อนรอยาว 20 ปี
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ห้อง Ballroom 1 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน และมติชนออนไลน์ จัดสัมมนา “Matichon Leadership Forum 2025 Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย”
เวลา 11.30 น. นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) บรรยายพิเศษหัวข้อ “เชื่อมั่น ลงทุนไทย” ว่ามูลค่าการลงทุนตั้งแต่ตั้งอีอีซีในปี 2561 ถึงปัจจุบัน แต่ละปีเงินลงทุนในประเทศไทย จะมีลดลงไปในช่วงโควิดและกลับคืนมาหลังโควิด เห็นว่ามีการลงทุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปี 2567 มีเงินลงทุนขึ้นไปถึง 846,461 ล้านบาท เป็นตัวเลขรวมจากการออกบัตรส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่จริงๆ แล้วมีการลงทุนไม่ผ่านบีโอไอก็มี ดังนั้น เม็ดเงินลงทุนของประเทศไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง ถ้ามองในเชิงอีอีซี ได้แบ่งแชร์ของลงทุนประเทศมา 50% ที่ดึงเงินลงทุนเข้ามาในประเทศ

“ดูเข้าไปในมูลค่าการลงทุน อีอีซีโดยทั่วไปมีการลงทุนค่อนข้างหลากหลาย แต่ระยะหลังที่ลงทุนมากๆ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันจะมีกลุ่มเข้ามามากและปีถัดไปจะมีเข้ามาเรื่อยๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนที่มีต่อเนื่องมาคือเกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์” นายจุฬากล่าว
จีนลงทุนอีอีซีแซงหน้าญี่ปุ่น
นายจุฬากล่าวว่า คนลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากสุดเป็นคนที่เกี่ยวกับคนไทย โดยเป็นคนไทยที่ต่างประเทศมาตั้งถิ่นฐานและโอเปอเรตจากประเทศไทย โดยมี 37% ส่วนต่างชาติมากสุดใน 2 ปีที่ผ่านมา “จีน” แซง “ญี่ปุ่น” เป็นเบอร์หนึ่ง สัดส่วนอยู่ที่ 16% ญี่ปุ่นเบอร์สอง และสิงคโปร์ จากนั้นเป็นสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน และยุโรปลงทุนมากสุดเป็น “เนเธอร์แลนด์”
นายจุฬากล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนโดยเฉพาะอาเซียนด้วยกันแข่งกันหมด ทุกประเทศพยายามดึงการลงทุนตรง (เอฟดีไอ) เข้าไป โดยปัจจัยที่แรงค์ (จัดอันดับ) กันมา ถ้ามีครบจะไปจีบคนลงทุนได้มาก ตัวแรก คือ ความง่ายของการทำมาหากินในประเทศไทย แล้วดูโลเคชั่นได้เปรียบการกระจายไปถึงผู้ค้าได้ขนาดไหน สิทธิประโยชน์ อินฟราสตรัคเจอร์ 5G กำลังคน ที่สำคัญคือคนเข้ามาทำงานแล้วต้องกินดีอยู่ดีด้วย เพราะนักลงทุนเมื่อมาทำงาน ต้องอิมพอร์ตคนเข้ามา เพราะคนไทยอาจจะไม่เพียงพอ ที่เหลือเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค อาจจะต้องดูว่าเป็นไปได้ไหมที่เขาจะถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพราะนักลงทุนต่างประเทศต้องการการเป็นเจ้าของที่ดิน รวมถึงเรื่อกฎหมาย ระบบน้ำ ไฟฟ้า
นายจุฬากล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน จะเห็นว่าการเติบโตการลงทุนมีมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังโควิดเป็นต้นมา มีการลงทุนโซนนี้เยอะกว่าในโซนอื่นของโลก หมายความว่า โลเคชั่นการลงทุนนักลงทุนมองอาเซียนเป็นจุดน่าสนใจในการลงทุน เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถส่งต่อในประเทศอื่นๆได้ไม่ยาก

สิงคโปร์คู่แข่งเผยจีบเก่งสุดในอาเซียน
“ในอาเซียนด้วยกัน โดยคู่แข่งคนที่จีบเก่งที่สุดคือ ‘สิงคโปร์’ รองลงมา ‘อินโดนีเซีย’ ส่วนประเทศไทยตามมาเลเซียและเวียดนาม ตอนนี้ฟิลิปปินส์หายใจรดต้นคอเราแล้ว จากข้อมูลปี 2565 ถ้าเราจะดึงรายใหญ่ๆ จำเป็นต้องแต่งตัวสวยๆ อีกเยอะเลย
อย่างกรณีสิงคโปร์โอกาสที่เราจะแข่งโดยตรงคงยาก ต้องดูแต่ละประเทสที่เก่งใช้เครื่องมือ อาวุธอะไร ที่เห็นส่วนใหญ่มีหน่วยรัฐบาลกลางและหน่วยเป็นเฉพาะโซนที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นโซนพิเศษ ดังนั้น ประเทศที่ชนะเรา หรือพยายามจะชนะเรา จะมีตัวกลางดูแลการลงทุนทั้งประเทศและมีหน่วยพิเศษคล้ายอีอีซีเพื่อดึงการลงทุนและเตรียมปัจจัยเพื่อดึงดูดนักลงทุน ดูอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ สามารถให้สิทธิพิเศษได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายจุฬากล่าว
นายจุฬากล่าวว่า อีกเรื่องที่เห็นการลงทุนในปัจจุบันใช้วิธีการเจรจาต่อรอง หลายประเทศจะใช้วิธีแข่งขันกันในการจีบ โดยโชว์ว่าตัวเองมีความพร้อม แข่งกันมากสุดและเร็วสุดคือแข่งเรื่องสิทธิประโยชน์ ในหลายๆ ประเทศใช้เจรจาเป็นรายโครงการ ในอุตสาหกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมามากๆ หลายประเทศต้องกำหนดว่าจะให้สิทธิประโยชน์แค่ไหน แต่มีประเทศอื่นๆ จะใช้วิธีการเบิ้ลแข่งขันกัน เพื่อดึงกลับประเทศตัวเองได้ พูดง่ายๆ ต้องการมีแพคเกจที่สามารถดึงคนมาได้และให้สิทธิประโยชน์เป็นรายโครงการ และดาต้าเซ็นเตอร์อื่นมาอาจจะได้แพคเกจนี้เหมือนกัน
นายจุฬากล่าวด้วยว่า ในการบริหารและลงทุนต่อไปในอนาคต อีอีซีจะใช้เทรนด์นี้ ในแง่ของการลงทุนจะใช้วิธีระบุอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซีมี 12 อุตสาหกรรม แต่ใช้วิธีจัดเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เพื่อให้ดึงง่ายในการดึงซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมนั้น สิ่งสำคัญคือกำหนดพื้นที่ให้ไปอยู่ ดังนั้น จะได้แพคเกจอีอีซีต้องไปอยู่ในพื้นที่ที่เราชี้เป้าด้วย หรือเรียกว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อดูว่าอุตสาหกรรมอะไร จะลงที่ไหน จะได้ให้สิทธิประโยชน์ โดยจะให้ไม่เหมือนกัน แม้เป็นอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงเร่งเรื่องการอนุมัติลงทุนให้เร็วที่สุด

เร่งบูม 5 อุตสาหกรรมใหม่
นายจุฬากล่าวว่า อีอีซีมีการจัดอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 5 อุตสาหกรรม เช่น การแพทย์และสุขภาพ, ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์สมัยใหม่ ทั้งรถอีวีและโดรน, บีซีจีเกี่ยวกับเรื่องชีวภาพ รีโซเคิล พลังงานสะอาด เป็นการลงทุนใช้ในประเทศและส่งออกได้ด้วย แต่ที่สำคัญสุดคือภาคบริการ คนมาอีอีซีจะคุยเรื่องบริการมาก โดยเพาะการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งต่างประเทศสนใจจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการให้บริการ นอกจากไทยเป็นประเทศในการท่องเที่ยว การผลิตแล้ว มองว่าหากใช้ไทยเป็นฐานการบริการจะดึงซัพพลายเชนต่างๆ เข้ามาได้ด้วย
นายจุฬากล่าวว่า สุดท้ายจะเป็นการบริการเกี่ยวข้องกับเราคือบริการด้านสังคมผู้สูงวัย เราใช้วิธีบริหารกับทีมงาน คนเราเลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกที่แก่ หรือป้องกันไม่ให้แก่ได้ เจ็บได้ จากบริการทางการแพทย์ แต่การตายเราสามารถให้คนเลือกที่ตายในประเทศไทยได้ การลงทุนอาจจะมองในมิติของการทำงานที่เกิดแก่เจ็บตายได้

“การเตรียมการที่อีอีซีเตรียมไว้ นอกจากสิทธิประโยชน์ เน้นปัจจัยการลงทุนที่นักลงทุนดู จะดึงให้คนมีที่ให้คนมาลงอุตสาหกรรรมต่างๆ ได้มากขึ้น พยายามให้มีเขตพื้นที่มากขึ้น อาจจะไม่ใช่นิคมอีกต่อไป การทำเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจจะป็นการให้บริการโดยเฉพาะ เช่น แปลงสนามกอล์ฟทำเวลเนส ดังนั้น พื้นที่การลงทุนในไทยอาจจะไม่ใข่เพื่อโปรดักส์ แต่เป็นการลงทุนที่เสริม การเตรียมจะมีเรื่องผังเมือง การเชฟพื้นที่ ในมิติดูแลพื้นที่ ในทุกพื้นที่ของการลงทุนรอบโรงงานจะมีการเติบโตด้วยเสมอ ถ้ากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมในการพัฒนา ที่ดิน หรือชุมชนโดยรอบจะได้อานิสงส์ด้วย เปรียบเทียบการลงทุนเป็นไข่แดง จะมีไข่ขาวเกิดขึ้นเสมอ และบางครั้งไข่ขาวจะเป็นตัวดึงไข่แดงเอง” นายจุฬากล่าว
นายจุฬากล่าวต่อว่า จากนั้นจะเตรียมเรื่อง “คน” ให้ ซึ่งคนเป็นส่วนหนึ่งที่ไทยอาจต้องแข่งขันมาก ในอุตสาหกรรมขั้นสูงใหม่ที่มาเราอาจไม่มีคนเตรียมไว้เพราะเป็นของใหม่ ต่อไปคนต้องบังคับใช้หุ่นยนต์ อะไรที่เกี่ยวกับเอ็นจิเนียริ่ง ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะมีความต้องการมากขึ้น แต่ตอนนี้เป็นภาคบริการที่ต้องการมากขึ้น ซึ่งเรื่องแรงงานอีอีซีมีแพคเกจรองรับนักลงทุนที่ต้องการนำคนไทยอัพสกิลและรีสกิล รวมถึงเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ซึ่งในพื้นที่อีอีซีถือว่าการคมนาคมเราดีสุดในประเทศ แต่ที่ต้องเตรียมมากหน่อยคือเรื่องน้ำและพลังงานสะอาด
กลางปีเริ่มสร้างสนามบิน-ไฮสปีด
“ส่วนโครงการใหญ่ๆ กลางปี 2568 นี้ น่าจะเริ่มมีการลงทุนก่อสร้างได้ ไม่ว่าสนามบินและเมืองการเบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) สุดท้ายเรื่องกฎหมาย พยายามเปลี่ยนกระบวยการให้นักลงทุนลงทุนได้เร็วขึ้น โดยออกใบอนุญาตก่อสร้างให้เร็วขึ้น” นายจุฬากล่าว
นายจุฬากล่าวย้ำว่า ในแนวคิดจะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในประเทศไทย มีเรื่องต้องทำอีกมาก รวมถึงการจัดแพคเกจต้องเน้นเรื่องการให้สิทธิประโยชน์เป็นรายโครงการเพื่อต่อรอง ซึ่งการต่อรองนี้ทางอีอีซีได้เตรียมสกอริ่งไว้ ให้กรอกข้อมูล เราจะวัดว่าโครงการของเขาสร้างผลดี หรือผลกระทบต่อประเทศแค่ไหน ดูว่าการลงทุนมีส่วนช่วยเศรษฐกิจ แวดล้อม ชุมชนหรือไม่ รวมถึงถ้าใช้คนไทยมาก ก็อาจได้สิทธิประโยชน์มากกว่าก็ได้ ดังนั้น บริษัทในธุรกิจเดียวกันอาจจะไม่ใช้สิทธิประโยชน์เดียวกัน ขึ้นอยู่กับอิมแพคที่เกิดขึ้น

“สรุปต่อไปในอนาคตการลงทุนจะอยู่กับทุกประเทศ เพราะมีการลงทุนจะช่วยการส่งออกด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การบินไทยจะมีการลงทุนธุรกิจบริการต่อไป เช่น ศูนย์ซ่อมในอู่ตะเภา เป็นต้น ดังนั้น ในแง่เรื่องของความต่อเนื่องของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ” นายจุฬากล่าวและว่า สิ่งสำคัญของอีอีซีและการลงทุนของประเทศคือการจับมือระหว่างสิงคโปร์กับมาเลเซีย โดยสิงคโปร์ใช้พื้นที่มาเลเซียและใช้การบริหารแบบสิงคโปร์ ในการดึงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อดวลกับอีอีซีโดยตรง โดยจะใช้วิธีสร้างสิทธิพิเศษออกนอกระบบของการให้สิทธิของรัฐบาล ทำให้เราต้องออกไปแข่ง
นายจุฬากล่าวว่า รัฐบาลต้องเอาใจช่วยว่าอีอีซียังมีอยู่ และยังสามารถช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนแข่งกันได้ โดยในประเทศไทยต้องมีการชี้เป้าว่าอยู่พื้นที่ไหนเปิดให้การลงทุนอะไร เพื่อแข่งกับอุตสาหกรรรมประเทศอื่นได้ด้วย ที่เหลือเป็นการให้แพคเกจสิทธิประโยชน์ที่สามารถไปชิงกับคนอื่นได้ โดยพื้นฐานเราเสียเปรียบเรื่องต้นทุนที่ดินกับทุกประเทศ สุดท้ายการเตรียมพลังงานสมัยใหม่ โดยเฉพาะอาร์อี 100% ให้ประกอบอุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น
เชื่อไทยยังมีความสามารถแข่งขัน
“เชื่อว่าประเทศไทยยังสามารถแข่งขันกับการลงทุนได้ ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่สามารถจะรับมือคู่แข่งได้ การลงทุนเปรียบเสมือนเกม ทุกคนต้องหานักกีฬาเก่งๆ หาปัจจัยต่างๆ มาให้คนมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาลงทุนในบ้านตัวเอง ใน 1-2 ปีนี้ ประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ‘จีน’ จะมีความสามารถในการลงทุนและความจำเป็นในการลงทุนมากกว่าประเทศอื่น ซึ่งทุกชาติรู้และพยายามดึงเข้าไปลงทุนในประเทศตัวเองมากที่สุด” นายจุฬาระบุ

นายจุฬากล่าวว่า ดังนั้น ใน 1-2 ปีนี้เราจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์หนักรุกดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ เพราะหมดรอบ 1-2 ปีนี้แล้ว เราจะหายไป 20 ปี ในแง่ของการลงทุนเพราะเมื่อใครตัดสินใจลงทุนในที่ใดที่หนึ่งแล้วจะอยู่ยาว และการลงทุนสมัยใหม่เขาพยายามดึงซัพพลายเชนของตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่เดียวกันด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
ต้องเร่งสร้างเชื่อมั่นนักลงทุนเก่า-ใหม่
“ดังนั้น การเชื่อมั่นในการลงทุน ไม่ใช่เฉพาะพวกเราต้องเชื่อมั่นกันเอง แต่เป็นการทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมั่นว่าเรามีความสเตเบิลด้านนโยบายในหลายๆ อย่าง สำคัญสุดมองว่าการลงทุนไม่ใช่ดึงการลงทุนหน้าใหม่อย่างเดียว ยังมีนักลงทุนรายเก่าที่อยู่ไทยมานาน 20-30 ปีแล้ว เขาจำเป็นต้องลงทุนซ้ำครั้งใหญ่เพื่อให้ไปกับสังคมสมัยใหม่ เช่น ความยั่งยืน เรื่องสีเขียว
อีอีซีกำลังทำแพคเกจให้คนอยู่ในไทยปัจจุบันให้ไปต่อได้ เชื่อว่าถ้าสามารถดึงคนอยู่ในบ้านรีบลงทุนและดึงคนใหม่มาลงทุนใหม่ พูดง่ายๆ เปรียบเหมือนดูแลภรรยาที่บ้านให้ดี แล้วดึงกิ๊กเข้ามาช่วยทำมาหากินได้” นายจุฬากล่าว

