โบรก ชี้ หุ้นไทยเผชิญหลายมรสุม รั้งดัชนียืนเหนือ 1,300 จุด ไม่ไหว จี้หยุดมาตรการทำลายตลาด
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถยืนเหนือระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 1,300 จุดได้ เนื่องจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ออกมาเบื้องต้นยังไม่สดใสมากนัก เห็นมูลค่าหุ้น (แวลูเอชั่น) ของหุ้นขนาดใหญ่ที่ถอยลงมาในหลายเซกเตอร์ ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดเยอะ เพราะมีขนาดใหญ่มาก อยู่ในระดับบนของตลาด อีกทั้งยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ที่จะเข้ามาช่วยตีดัชนีให้กลับขึ้นไปวิ่งในแดนบวกได้ รวมถึงตัวเลขการเติบโตของจีดีพีไทยคาดการณ์ว่าปี 2568 จะโตเพียง 2% ปลายๆ เท่านั้น จากปี 2567 ที่ประกาศมาว่าโตเพียง 2.5% จึงไม่มีแรงบวกช่วยพยุงดัชนีให้วิ่งบวกได้
“การเคลื่อนไหวของผู้กำกับดูแล ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังไม่เห็นมีมาตรการที่ส่งผลในแง่บวกออกมา แถมยังเป็นปัจจัยลบด้วยซ้ำ อาทิ ทบทวนมาตรการ Short Sell ใหม่ จากเดิมให้ใช้กฎ Uptick Rule กับทุกหลักทรัพย์ ปรับมาให้ใช้ Uptick เฉพาะหุ้นที่ราคาลดลงจากราคาปิดวันก่อนหน้าจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด และใช้ในหุ้น SET100 หรือบริษัทใหญ่ 100 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพฯ เท่านั้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวกดดันตลาดหุ้นในภาพรวม โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 ที่ส่วนใหญ่มีน้ำหนักมากในตลาดรวม เมื่อมาทำแบบนี้ในช่วงที่ตลาดหุ้นวิ่งในโซนล่าง ถือเป็นปัจจัยที่กดดันทางขึ้นของดัชนี” นายวิจิตร กล่าว
นายวิจิตร กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยจะกลับสู่ขาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกเลยที่ผู้กำกับดูแลหรือรัฐบาลควรเร่งดำเนินการคือ หยุดมาตรการที่จะทำลายตลาดก่อน เหมือนการทบทวนมาตรการ Short Sell จากนั้นจึงหามาตรการที่จะสนับสนุนเม็ดเงินใหม่เข้ามาในตลาดหุ้น เน้นย้ำว่าต้องเป็นเม็ดเงินใหม่จริงๆ ไม่ใช่เพียงการหยุดเม็ดเงินเก่าที่จะไหลออกจากตลาด อย่างการโยกเม็ดเงินในกองทุนแอลทีเอฟ มาลงทุนในกองทุนไทยอีเอสจี ซึ่งต้องกำหนดชัดเจนว่า ในระหว่างการลงทุนนี้ สามารถได้รับสิทธิลดหย่อนทางภาษีได้ แต่ห้ามโยกไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นนอกเหนือจากตลาดหุ้นเด็ดขาดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

