หน้าแรก เศรษฐกิจ อีอีซีบูม แห่...

อีอีซีบูม แห่ผุด 20 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ขนาด 50-1,000 ไร่ รับคลื่นลงทุนทะลักเข้าไทย

23.02.25 | 10:55 น.

อีอีซีบูม แห่ผุด 20 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ขนาด 50-1,000 ไร่ รับคลื่นลงทุนทะลักเข้าไทย

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)หรืออีอีซี เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยทั้งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าของที่ดิน ได้ยื่นขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 20 แห่ง ใน 3 จังหวัดอีอีซี ทั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง โดยมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 50 ไร่ ถึง 1,000 ไร่ สำหรับจัดสรรพื้นที่รองรับการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างชาติ ในกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่มที่อีอีซีกำหนด ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ,ดิจิทัล,ยานยนต์สมัยใหม่,เศรษฐกิจบีซีจีและบริการหรือจะมากกว่านี้ก็ได้

ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด เพื่อเตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) เห็นชอบต่อไป คาดว่าจะมีประมาณ 10 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จะสามารถเริ่มดำเนินการภายในปี 2568 นี้ ส่วนที่เหลือทยอยดำเนินการในปีถัดไป

“ทั้ง 20 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เป็นพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรม ที่นักลงทุนสามารถเข้ามาลงทุนและได้สิทธิประโยชน์ต่างๆจากอีอีซี ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรม แต่ละพื้นที่อาจจะได้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ต้องยอมรับว่าในโซนตะวันออกได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากที่จะเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีนที่ใน 1-2 ปีนี้จะเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุด จากปัจจุบันที่จีนก็เป็นเบอร์หนึ่งที่มาลงทุนในอีอีซีอยู่แล้ว ต่อไปจะมีเข้ามามากขึ้น ทั้งในนิคมอุตสาหกรรมและเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในอีอีซี ถือว่า 2 ปีนี้เป็นปีทองการลงทุนของประเทศไทยและอีอีซี ผมมองว่าเป็นโอกาสที่เราต้องแข่งขันให้ชนะ เพราะถ้าหลุดจากนี้ ต้องรอยาวเป็น 10-20 ปี”นายจุฬากล่าว

นายจุฬากล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566-วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ทางอีอีซีได้มีการชักชวนนักลงทุนเข้ามาใน 5 กลุ่มคลัสเตอร์เป้าหมาย ทั้งหมด 206 ราย มีมูลค่าการลงทุนรวม 256,201 ล้านบาท โดยในนี้มีนักลงทุนสนใจยื่นข้อเสนอโครงการ 14 ราย 13 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 136,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคลัสเตอร์ดิจิทัล 4 โครงการ ยานยนต์สมัยใหม่ 1 โครงการ เศรษฐกิจบีซีจี 3 โครงการ และบริการ 5 โครงการ

Advertisement

อย่างไรก็ดีมี 1 ราย จากประเทศไต้หวัน เป็นนักลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ ที่ขอส่งเสริมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) แทนอีอีซี เนื่องจากรอไม่ไหว เพราะต้องรอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบประกาศกพอ. เรื่องสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ….ก่อน ถึงจะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้ ทำให้การลงทุนหายไปร่วม 50,000 ล้านบาทและเหลือ 12 โครงการ แต่ 1 รายที่ไปใช้การส่งเสริมบีโอไอนั้นถือว่ายังเป็นการลงทุนในประเทศไทย แม้จะไม่ใช้จากอีอีซีก็ตาม

“เรากำลังมีแพ็กเกจดึงคนเก่าที่ลงทุนมานาน ให้ลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุน ซึ่งไม่ยาก ได้เร็ว และคนไทยได้ประโยชน์ด้วย เช่น นักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น เพื่อรักษาไม่ให้ย้ายฐานหนี วิธีการคือให้เปลี่ยนอุตสาหกรรมสมัยใหม่และสีเขียวมากขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องดึงนักลงทุนรายใหม่เข้ามามากขึ้นด้วย”นายจุฬากล่าว

นายจุฬากล่าวว่า ทั้งนี้อีอีซีตั้งเป้าหมาย 5 ปี จะมีเม็ดเงินลงทุน 500,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 150,000 ล้านบาท จาก 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยปี 2567 ที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนทะลุเป้า ส่วนปี 2568 ตั้งเป้าไว้ที่ 150,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะได้สูงกว่าเป้าหมาย เนื่องจากมีนักลงทุนเข้ามาคึกคัก โดยนักลงทุนเป้าหมายจยังเป็นจีนและญี่ปุ่น รวมถึงสิงคโปร์

“ด้านความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 4 โครงการ ในส่วนของท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 จะแล้วเสร็จในปี 2570-2571 และกลางปีนี้คาดว่าจะเริ่มงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน จะใช้เวลาสร้าง 5 ปี เสร็จปี 2573 และเริ่มสร้างรันเวย์และอาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา ใช้เวลาสร้าง 4 ปี เสร็จปี 2572”นายจุฬากล่าว

ทั้งนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่า ภายในเดือนมีนาคมนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียมจะลงพื้นที่อีอีซี เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและพัฒนาในพื้นที่