ก.อุตฯ โชว์ลดก๊าซเรือนกระจก 15.9 ล้านตันคาร์บอน เกินเป้าหมาย 221%

25.02.25 | 11:44 น.

จากสถานการณ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ปมปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง 

สาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่ใช้ทรัพยากรและพลังงานเพื่อการผลิต การบริโภค การขนส่ง และการประกอบกิจการอุตสาหกรรม

ปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม กระทรวงอุตสาหกรรมจึงคิกออฟโครงการอุตสาหกรรมรวมใจ ลดคาร์บอนไทย 7.2 ล้านตัน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567”

ด้วยการดูแลฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน

ตั้งเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม 7.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tonCO2 eq) ผ่านการขับเคลื่อนกิจกรรม 8 ด้าน รวม 298 กิจกรรม 

Advertisement

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการว่า โครงการฯประสบความสำเร็จเกินกว่าเป้าหมายในทุกด้าน ทั้งด้านการขับเคลื่อนกิจกรรม 8 ด้าน ตามเป้าหมาย 100% ทั้งด้านจำนวนกิจกรรม แผนงาน 298 กิจกรรม เกินเป้าหมาย 144% และด้านการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เป้าหมาย 7,200,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผลการดำเนินงานทำได้ถึง 15,938,886.81 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เกินกว่าเป้าหมาย 221%

โดยแต่ละกิจกรรมภายใต้โครงการมีการจัดเก็บข้อมูลจากทุกหน่วยงานในสังกัดตลอดปี 2567 ทั้งที่ดำเนินการเองและร่วมกับภาคเอกชน และได้ประสานติดตามรวบรวมปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การดำเนินงาน และการประยุกต์ใช้ของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 

ดร.ณัฐพลกล่าวอีกว่า รายละเอียดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมในปี 2567 ดังนี้

ด้านที่ 1 การลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และเกษตร 18 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 9,632,749 ตัน อาทิ การรณรงค์ลดการเผาอ้อย ทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว ตลอดจนขอความร่วมมือโรงงานน้ำตาลให้รับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบ อีกทั้งสนับสนุนการนำใบอ้อยและยอดอ้อยมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าและปกคลุมดินทำปุ๋ย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยนอกจากนี้ยังรวมการพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมืองแร่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวของภาคการผลิตอุตสาหกรรม 

 

ด้านที่ 2 การยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานการลดการปล่อย หรือการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก 1 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 3,492,637 ตัน คือกิจกรรมการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานภายใต้การรับรองระบบงาน รวมถึงการจัดทำโครงการเชื่อมโยงการทำงานในระดับนานาชาติที่ส่งผลให้เกิดกลไกการยอมรับร่วมกันในระดับสากล 

ด้านที่ 3 การใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล 303 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 1,409,338 ตัน จากการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตหรือการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อาทิ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน ลดการใช้น้ำมันดีเซลโดยเปลี่ยนจากการใช้รถโฟล์ลิฟท์น้ำมันเป็นรถโฟล์ลิฟท์ไฟฟ้า นอกจากจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของผู้ประกอบการแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

ด้านที่ 4 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโรงงาน จำนวน 66 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 583,597 ตัน อาทิ กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (IoT, AI, Capacitor bank) และการลดของเสียจากกระบวนการผลิต (By-product / Industrial waste) การเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อขอรับการรับรองฉลากที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Footprint of Organization (CFO) Carbon Footprint of Product (CFP) 

ด้านที่ 5 การจัดการสารเคมี จำนวน 3 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 961 ตัน อาทิ การเผาทำลายสารทำความเย็น ด้วยการเผาทำลายสารทำความเย็น ผ่านเตาเผาระบบฟลูอิไดซ์เบด (Fluidized Bed) ที่ได้รับความช่วยเหลือด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์เตาเผาพร้อมระบบผลิตไอน้ำภายใต้โครงการอนุรักษ์พลังงานและพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจากองค์กรพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ NEDO แห่งประเทศญี่ปุ่น ใช้เผาทำลายสารทำความเย็นภายใต้เงื่อนไขที่ต้องควบคุมประสิทธิภาพในการเผาทำลายให้ไม่น้อยกว่า 99.99% เป็นการกำจัดสารทำความเย็นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และถูกต้องตามมาตรฐาน 

ด้านที่ 6 การส่งเสริมและปรับเปลี่ยนมาตรฐานด้านยานยนต์ 5 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 26,006 ตัน ค่าดังกล่าวมาคำนวณกับจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ปี 2567 ของกรมการขนส่งทางบก อาทิ การควบคุมปริมาณสารมลพิษจากรถยนต์ มาตรฐาน EURO 5 และการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) กำหนดเป้าหมาย 30@30 คือ การผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ZEV (Zero Emission Vehicle) ให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี ค..2030 (..2573) รวมทั้งผลักดันมาตรการด้านการส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนมาตรการพัฒนาปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 

ด้านที่ 7 การบริหารจัดการทรัพยากร (นํ้าของเสีย/วัตถุดิบ) 19 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 57,266 ตัน อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกากอุตสาหกรรม และการส่งเสริมเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำ การจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ วัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะ หรือของเสีย และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) ที่เป็นแร่ โลหะ และสารประกอบจากแร่และโลหะ และได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) 

ด้านที่ 8 การส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก (Hydraulic Cement) 14 กิจกรรม ลดคาร์บอนได้ 736,331 ตัน โดยการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก แทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (Portland Cement) การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในนิคมฯ Smart Park ทั้งนี้ การใช้ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เป็นผลิตภัณฑ์การก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะก่อสร้างได้ถึง 2,000,000 กิโลกรัม หรือเท่ากับปลูกต้นไม้ได้ประมาณ 200,000 ต้น เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนนึง แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยกัน 

สำหรับปี 2568 ยังเดินหน้าโครงการต่างๆ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการลดอ้อยเผาที่เดินหน้าอย่างเต็มที่ เบื้องต้นตัวเลขการลดคาร์บอนสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นจากนโยบายของ น..แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ทำให้การเผาลดลง และอนาคตจะเป็นศูนย์ดร.ณัฐพลทิ้งท้าย