เปิดศักราชใหม่ของทุกปีย่อมมาพร้อมกับความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เช่นเดียวกับปี 2568 ทุกฝ่ายต่างมีความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นกว่าเดิม
รัฐบาลยุค น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เองก็มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี เลข 3% ต่อปี และหากเป็นไปได้ก็อยากให้ถึง 5% เลยทีเดียว
เป้าหมายจีดีพีสำคัญ เพราะจะสะท้อนความกินดีอยู่ดีของประชาชน หลังจากที่ผ่านมาเผชิญปัญหาปากท้อง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมาตลอดหลายปี จากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 และแม้ผ่านวิกฤตดังกล่าวในปีต่อๆ มาเศรษฐกิจไทยก็ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ
สะท้อนจากตัวเลขจีดีพีปี 2562 ขยายตัว 2.1%, ปี 2563 หดตัว 6.1%, ปี 2564 ขยายตัว 1.6%, ปี 2565 ขยายตัว 2.5%, ปี 2566 ขยายตัว 1.9% และล่าสุด ปี 2567 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้แถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ อยู่ที่ 2.5%
•สภาพัฒน์ชูไทยพื้นฐานดีดิจิทัลดูดลงทุนไฮเทค
จากสภาพการณ์ดังกล่าว บนสัมมนา “Matichon Leadership Forum 2025 Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย” “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒน์ ที่ร่วมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” ระบุช่วงหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ดัชนีทั้งภาคการผลิตและการใช้จ่ายของประเทศดีขึ้นทุกตัว
แต่ที่จีดีพีทั้งปี 2567 โตเพียง 2.5% นั้น เพราะไทยเราเผชิญข้อจำกัดหลายเรื่องไม่ว่าหนี้ครัวเรือนที่สูง และเรื่องงบประมาณประจำปี 2567 ที่ล่าช้า ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำให้มีข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการ
แต่เมื่องบประมาณออกมา เศรษฐกิจก็เริ่มขยับตัวเร่งขึ้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 เป็นต้นมา ผนวกกับการส่งออกที่ดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปี 2567 และการขยายตัวของภาคการเกษตรในรอบ 5 ไตรมาส
เลขาธิการสภาพัฒน์ระบุอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวค่ากลางที่ 2.8% ต่อปี (2.3-3.3%) เหตุที่ยังไม่ถึง 3% เนื่องจากได้รวมความเสี่ยงไว้ในกรณีครึ่งปีหลังมีความผันผวนมาก การใช้มาตรการทางการค้ารุนแรง ซึ่งต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง แม้จะเห็นว่ารัฐบาลยังเงียบในเรื่องนี้ ขอยืนยันว่าภาครัฐเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ตลอด
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว เพราะจากตัวเลขการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปี 2567 สูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ถึง 8.23 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 25%
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นในประเทศไทย คือ 1.ตำแหน่งของไทย ที่ไม่อยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง 2.โครงสร้างพื้นฐานของไทย
ตัวเลขลงทุนจากบีโอไอ ถ้าดูไส้ในจะเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัลเข้ามาถึง 2.4 แสนล้านบาท และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อีก 2.3 แสนล้านบาท คำถามคือทำไมเข้ามาเยอะ ส่วนหนึ่งคือไทยมีพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สมบูรณ์มาก เรียกว่าอันดับต้นๆ และอาจเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาค
“ขณะเดียวกันประชาชนยังมีความสามารถใช้โซเชียลมีเดีย อี-คอมเมิร์ซ ทำให้ตลาดดิจิทัลของไทยมีโพเทนเชียลสูง ดึงดูดนักลงทุนมาลงในภาคดาต้าเซ็นเตอร์ ระดับไฮเปอร์สเกล” เลขาธิการสภาพัฒน์ระบุ
นอกจากนี้ภาคการลงทุนที่เข้ามายังเสริมอุตสาหกรรมในอนาคต สอดรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสีเขียว พลังงานทางเลือกใหม่ ก็มีเข้ามาลงทุนเยอะ ประมาณ 1 แสนล้านบาท ช่วยป้อนซัพพลายให้อุตสาหกรรมไทย
จากข้อมูลยังพบว่า การลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เติบโตมาตั้งแต่ปี 2565 และมีการเติบโตต่อเนื่อง จนปี 2567 ที่ผ่านมามียอดของการลงทุนที่สูงมาก แสดงว่าขณะนี้อุตสาหกรรมไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
“ไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งในเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูง และการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ถ้าปัญหาเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ ใน 1-2 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยก็จะเริ่มขยับตัวได้ดีขึ้น” เลขาธิการสภาพัฒน์ระบุ
เลขาธิการสภาพัฒน์ย้ำว่า ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกอภินิหารมาเยอะ ทางจีนก็มีมาตรการตอบโต้ แต่ถ้ามีการพูดคุยกันแล้วจำกัดผลกระทบได้ ไม่ขยายตัวมากกว่านี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยโตมากกว่า 3% ได้แน่นอน
•คลังชี้5ข้อทางออกจีดีพี3.5%
ขณะที่หน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจอย่างคลัง ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 3% ตามเป้าหมายรัฐบาล ต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งหมดอยู่ในแผนที่เราจะขับเคลื่อนต่อไป ส่วนการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 3.5% เป็นเรื่องที่มีความท้าทายสูงมาก ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน
ส่วนนโยบายด้านการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น หากเข้ามาช่วยกันได้ก็จะดี การผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.5% ก็จะง่ายขึ้น ส่วนช่วงที่เหลือของปีนี้ สศค.ได้เตรียมมาตรการกระตุ้นการลงทุน
“เรื่องที่จะช่วยได้อย่างมาก คือ การเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ เพราะยอดขอรับบัตรส่งเสริมของปีที่ผ่านมาสูงเป็นประวัติการณ์ หากเร่งรัดการลงทุนในเกิดขึ้นได้เร็ว จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว” ปลัดกระทรวงการคลังระบุ ด้าน “พรชัย ฐีระเวช” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ กระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5%)
โดยมี 4 ปัจจัยบวกหลัก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.3% ต่อปี เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง
มูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 4.4% ต่อปี สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของตลาดโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น
รวมถึงภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่องด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 38.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1.83 ล้านล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปที่ 4.75 หมื่นบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนจากการยกเว้นวีซ่า และยกเว้นแบบ ตม.6 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อาทิ จีน คาซัคสถาน
ตลอดจนด้านการลงทุนในปี 2568 จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.การลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.7% ต่อปี จากการเร่งดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยบีโอไอ ซึ่งมีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงกว่า 1.14 ล้านล้านบาทในปี 2567 สูงสุดในรอบ 10 ปี และมีโครงการยื่นขอส่งเสริมกว่า 3,100 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะทยอยลงทุนจริงภายใน 1-4 ปี หลังการอนุมัติ
และ 2.การลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.4% ต่อปี จากความต่อเนื่องในการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนและการเร่งรัดโครงการสำคัญ และยังส่งผลให้การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.3% ต่อปี
เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีโอกาสขยายตัวได้สูงกว่า 3.0% หากภาวะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศเอื้ออำนวยรวมถึงมีการเร่งรัดและติดตามผลการดำเนินของนโยบายต่างๆ อย่างเต็มที่ ดังนี้
1.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน ที่ตั้งเป้าหมายการเบิกจ่ายเพิ่มจากปกติที่ 75% เป็น 80% จากรายจ่ายลงทุนทั้งปีงบประมาณ 2568 มีผลให้จีดีพีขยายเพิ่มอีก 0.11%
2.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของประชาชนภายใต้โครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต (ระยะที่ 3) เพื่อทำให้เม็ดเงินทั้งหมดถูกใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่และทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากที่สุด คาดว่ามีผลให้จีดีพีขยายได้ 0.1%
3.การเร่งรัดการลงทุนในโครงการบ้านเพื่อคนไทยเพื่อให้เกิดการลงทุนตามแผนงาน ที่ในปี 2568 จะลงทุน 870 ล้านบาท คาดว่าจะมีผลต่อจีดีพี 0.002%
4.การกระตุ้นการท่องเที่ยวในภาพรวมและช่วงปลายปีที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ช่วงปลายปี 2568 ถ้าสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่ม 5 แสนคน ก็จะส่งผลให้จีดีพีขยายตัวอีก 0.15%
5.การเร่งรัดโครงการการลงทุนของภาคเอกชนหลังได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้ว โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ เพื่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริง ราว 7.5 หมื่นล้านบาท รวมไปถึงการลงทุนของบริษัท กูเกิล อีก ราว 2.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้กระตุ้นจีดีพีขยายตัวได้อีก 0.19%
“หากทำได้ทั้ง 5 ข้อข้างต้นนี้ คาดว่าจะเพิ่มอัตราการขยายตัวได้อีก 0.5% ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 สามารถขยายตัวได้ถึง 3.5% ตามกรอบบนของช่วงคาดการณ์ ทั้งนี้ จีดีพี 3.5% ถือเป็นการตั้งเป้าหมาย ซึ่งในฐานะของคนทำนโยบายต้องมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าเป็นไปได้ 100%” นายพรชัยกล่าว
•ธนาคารโลก-กสิกรมองตัวเลขไม่ถึง3%
อย่างไรก็ดี หากดูหน่วยงานภายนอกและภาคเอกชน เริ่มจากธนาคารโลก เปิดเผยรายงานการตามติดเศรษฐกิจไทย Thailand Economic Monitor ฉบับล่าสุดเมื่อเดือนกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% ในปี 2568 ซึ่งเป็นการปรับลดคาดการณ์จากเดิมในเดือนตุลาคม 2567 ที่ 3.0%
ทั้งนี้ ธนาคารโลกให้ความเห็นว่า แม้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยจะดีกว่าที่คาดไว้ แต่ที่จีดีพีไทยยังคงต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรเป็น มาจากความท้าทายหลัก ได้แก่ การลดระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความยั่งยืนทางการคลังท่ามกลางความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสังคมผู้สูงอายุ
รวมไปถึงอีกหนึ่งด้านที่ควรได้รับการปรับปรุง คือการเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแล โดยเฉพาะในด้านการแข่งขัน การค้าและการลงทุน รวมถึงการขยายการสนับสนุนทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อยที่ 2.4% จากการส่งออกไทย จะเติบโตชะลอลงในภาวะที่ตลาดโลกมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นและอุปสงค์ที่ลดลง
การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากปีก่อน แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ มาตรการแจกเงิน 1 หมื่นบาท และมาตรการอีซี่ อี-รีซีท 2.0 แต่ผู้บริโภคยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 37.5 ล้านคน แต่อัตราการขยายตัวลดลงจากปีก่อนหน้า และมีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทย
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นจากเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ การลงทุนและการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะยังขยายตัวได้ดี แต่อัตราการขยายตัวอาจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากฐานปี 2567 ที่ออกมาสูงกว่าที่คาด ประกอบกับการเบิกจ่ายงบรัฐวิสาหกิจที่คาดว่าลดลงในปีนี้
จากข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชนนั้น จะพบว่ามุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังอยู่ระดับคาบเส้น หรือส่วนใหญ่ยังไม่ถึง 3%
แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไปมากกว่า 3% ตามที่รัฐบาลอยากเห็นอาจจะต้องมีความพยายามและร่วมมือกันในหลายภาคส่วน เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงมีการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกประเทศสูง ทั้งเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การลงทุน
ปีนี้สัญญาณของเศรษฐกิจโลกยังปั่นป่วน โดยเฉพาะการกลับมาของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้การค้าโลกเหวี่ยงไปมา และประเทศไทยเองก็ไม่รู้ว่าจะโดนด้วยหรือไม่ เพราะติดอยู่ในรายชื่อลำดับที่ 10-11 ของการเกิดดุลการค้ากับสหรัฐ
แถมยังต้องกังวลเรื่องของสินค้าที่จีนที่อาจส่งออกไม่ได้ อาจผลักดันมาทะลักที่ไทยและประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนแทน
ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจในปี 2568 ยังคงเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก
แต่หากรัฐบาลนายกฯอิ๊งค์ ฝ่าฟันไปได้จนเห็นจีดีพีเกิน 3%
จะถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือได้ดีทีเดียว!!

