กำลังซื้อชะลอ ฉุดกำไร 38 อสังหาฯ ฮวบกว่า 27% แสนสิริ แชมป์รายได้สูงสุด ศุภาลัยกำไรมากสุด
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการรวบรวมรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปี 2567 พบว่ารายได้รวมและกำไรสุทธิของทั้ง 38 อสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนใน ตลท. ลดลง รายได้รวม 313,634.18 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 27,426.12 ล้านบาท ลดลง 4% และ 27.16% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับ ปี 2566 ที่มีรายได้รวมและกำไรสุทธิของ 38 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2566 ที่มีมูลค่ารวม 326,722.43 ล้านบาท และกำไรสุทธิรวม 37,653.10 ล้านบาท
ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรเฉลี่ย ปี 2567 ของทั้ง 38 บริษัท อยู่ที่ 8.74 % ลดลงจาก 11.52% ณ สิ้นปี 2566 และสินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯทั้ง 38 บริษัท ปี 2567 อยู่ที่ 716,560.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.50% จากมูลค่า 666, 526.73 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 โดย บริษัท แสนสิริ มีสินค้าคงเหลือและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างสูงสุดที่ 101,582.28 ล้านบาท

10 ท็อปเท็นมีส่วนแบ่งตลาด 75.56%
นายประพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า จากภาพรวมของผลประกอบการดังกล่าว เมื่อวิเคราะห์ 10 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีรายได้รวมสูงสุด พบว่า รายได้รวมของ 10 บริษัทที่มีรายได้สูงสุด อยู่ที่ 231,007.06 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 75.56% ของรายได้รวมทั้ง 38 บริษัท ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัท 10 อันดับแรกที่มีกำไรสูงสุดมีมูลค่ารวม 30,298.31 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิรวมของ 38 บริษัท เนื่องจากมีบริษัทที่ขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 14 บริษัทจาก 38 บริษัท โดย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีรายได้สูงสุด ที่ 39,204.56 ล้านบาท ขณะที่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสูงสุด ที่ 6,189.53 ล้านบาท
นายประพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัทอสังหาฯที่ลดลงดังกล่าว เป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯออกแคมเปญทางการตลาดโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา เพื่อกระตุ้นยอดขาย ทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการอสังหาฯแต่ละบริษัทลดลงไม่มาก บางบริษัทรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในด้านของกำไรปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากการทำแคมเปญทางการตลาด
“บริษัทอสังหาฯมีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจโดยเน้นการบริหารสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้น ทำให้เน้นการทำแคมเปญด้านการตลาด โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา ส่งผลให้กำไรและความสามารถในการทำกำไรลดลง” นายประพันธ์ศักดิ์กล่าว


