หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจแนะรัฐห...

ธุรกิจแนะรัฐหนุนสตาร์ตอัพ ‘นิว เอส เคิร์ฟ’ขับเคลื่อนจีดีพี

5.03.25 | 10:17 น.
สตาร์ตอัพ

ในขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ และกับดักรายได้ปานกลาง มานานกว่าทศวรรษ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 3% มาต่อเนื่อง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และก้าวข้ามกับดัก “รายได้ปานกลาง” จำเป็นที่รัฐบาลต้องสร้าง New S Curve ตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลักดันจีดีพี

สุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรให้สร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม ตอบโจทย์การเติบโตของสตาร์ตอัพ (Start-Up) ให้เป็นกลไกในการสร้าง New S Curve เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

“ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ (Artificial Intelligence) มีการพัฒนาไปไกลมาก แต่ประเทศไทยยังขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบส่วนใหญ่แล้วเราจะเป็นผู้ใช้งานมากกว่าที่จะเป็นผู้สร้างงาน อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และมีอัตราการเติบโตได้ตามศักยภาพที่แท้จริง ต้องให้ความสำคัญในการสร้างบุคลากรที่เชี่ยวชาญและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มสตาร์ตอัพ ที่นำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบ เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านบริการ ทั้งการท่องเที่ยว สุขภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยมีความเชี่ยวชาญ แต่สตาร์ตอัพของไทยยังมีปัญหาในการพัฒนาเนื่องจากเราไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการพัฒนา จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้กลุ่มสตาร์ตอัพของไทย สามารถเติบโตและเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้” สุรวุฒิกล่าว

⦁หนุนสร้างสภาพแวดล้อม-ปั๊มสตาร์ตอัพ
สุรวุฒิกล่าวว่า สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนสตาร์ตอัพให้เติบโตไปสู่การเป็นยูนิคอร์น หรือธุรกิจสตาร์ตอัพ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้ นอกจากตัวธุรกิจเอง ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแล้ว ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในการเข้าถึงเทคโนโลยี รวมไปถึงความง่ายในการสร้างธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สภาพแวดล้อมที่สำคัญในการพัฒนาสตาร์ตอัพ ที่สำคัญคือ ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเข้าถึงแหล่งทุน เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน อย่างในสิงคโปร์ ที่ปัจจุบันเป็นฮับของธุรกิจสตาร์ตอัพ ในภูมิภาคอาเซียน มียูนิคอร์นถึง 25 บริษัท จากจำนวน 1,191 บริษัททั่วโลก ตามรายงานของ Money.co.uk เมื่อปี 2566 ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เพราะสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร” สุรวุฒิกล่าว

Advertisement

จากการจัดอันดับของ IMD World Digital Rankings 2024 ระบุว่า สิงคโปร์ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1ของโลกในการพัฒนาความสามารถการแข่งขันด้านดิจิทัลของโลก ในขณะที่ประเทศไทย ลดลงจากอันดับที่ 35 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 37 ในปี 2567 โดยปัจจัยที่ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยลดลงมาจาก ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยลดลงจากอันดับที่ 15 มาอยู่ที่อันดับที่ 23 ทั้งๆ ที่ด้านความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ขยับขึ้นมาจาก 41 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 40 และความพร้อมสำหรับอนาคตปรับขึ้นมาจากอันดับที่ 42 มาอยู่ที่อันดับที่ 41 ก็ตาม

ผลการจัดอันดับดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการพัฒนาในอนาคต เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ นอกจากนี้ควรสร้างกฎกติกาที่เหมาะสมสำหรับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนให้สั้นลง รวมถึงต้นทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีทำได้ง่ายขึ้น

จากรายงานของกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รวมถึงสตาร์ตอัพ มากถึง 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ มีการจ้างงานสูงถึง 12.8 ล้านคน สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 38.5% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDPs) การที่ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโต ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยี ที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพทำงานมากขึ้น และเป็น New S Curve ใหม่ของประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้กระบวนการจดทะเบียนการจัดตั้งบริษัทที่ง่ายขึ้น, แก้กฎระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายเดิมๆ เพื่อให้เอื้อต่อการทำธุรกิจใหม่ๆ และปรับสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้เอื้อต่อการทำงาน การแลกเปลี่ยนความรู้และการซื้อขายหุ้นบริษัท เพื่อให้ Start up มีโอกาสเติบโตได้ง่ายขึ้น

⦁ชูNew S Curve ขับเคลื่อนศก.ประเทศ
สำหรับอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญสู่การเป็น New S Curve นั้น สุรวุฒิให้ความเห็นว่าเป็นธุรกิจบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และสุขภาพ เนื่องจากประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในด้านงานบริการ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเบื้องหลัง ทั้งการจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อพัฒนางานบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค

จากผลการศึกษาของ Boston Consulting Group (BCG) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ภาคธุรกิจของไทยกว่า 300 บริษัทมีพัฒนาการในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI จากขั้นเริ่มต้น (Starter) ไปสู่ขั้นการใช้งานแบบผู้เชี่ยวชาญ (Performer) ในขณะที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รายงานว่าปัจจุบันประเทศไทยมีสตาร์ตอัพ 2,100 ราย แบ่งเป็น Pre-seed ราย ระยะ Go-to market หรือ Growth 1,400 ราย โดยมีสตาร์ตอัพที่อยู่ในระดับยูนิคอร์น 3 บริษัทคือ บริษัท Ascend Money ที่ทำธุรกิจด้าน Fintech บริษัท Flash Express ทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์ และ LINE MAN Wongnai จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่ขึ้นระดับยูนิคอร์น ของไทยทั้ง 3 บริษัท เป็นธุรกิจด้านบริการ

สุรวุฒิยกตัวอย่าง แอล พี พี ที่ทำธุรกิจด้านบริการในด้านการบริหารจัดการอาคาร บริษัทมีการนำเทคโนโลยี ดิจิทัล และเอไอ มาใช้ในการพัฒนางานหลังบ้าน การจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค ตั้งแต่ปี 2566 แล้วนำมาพัฒนางานบริการ และแผนการลงทุนของบริษัท ทำให้เราสามารถที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆ ทั้งการบริหารอาคาร การลงทุนในงานวิศวกรรม งานทำความสะอาด รวมไปถึงการพัฒนางานบริการบริหารอาคารอย่างครบวงจร

“เรามีทีมที่ทำงานเหมือนสตาร์ตอัพ ภายในองค์กร เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่สำหรับสตาร์ตอัพที่ไม่มีแหล่งทุนสนับสนุน รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุน โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นรวมถึงการลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้สตาร์ตอัพของไทยเติบโตได้รวดเร็วขึ้น และเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” สุรวุฒิกล่าวส่งท้าย