หน้าแรก เศรษฐกิจ อสังหาฯ ปรับแ...

อสังหาฯ ปรับแผนรับรีเจ็กต์เรตพุ่ง วอนธปท.คลายเกณฑ์ LTV หันลุยบ้านหรู จัดพอร์ตสินค้าใหม่

5.03.25 | 13:29 น.

อสังหาฯ ปรับแผนใหม่ รับยอดรีเจ็กต์เรตพุ่ง วอน ธปท.คลายเกณฑ์ LTV อีสตาร์ลุยบ้านหรู ปรับพอร์ตสินค้า ประกาศจ่ายปันผลครั้งแรกรอบหลายปี

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์เทอร์น สตาร์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์เรต) อสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทปรับแผนการดำเนินธุรกิจใหม่โดยหันมาปรับพอร์ตสัดส่วนรายได้ระหว่างคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยแนวราบ ในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50/50 จากเดิมคอนโดอยู่ที่ 70-80% ที่เหลือเป็นแนวราบ ขณะเดียวกันก็หันมาเจาะตลาดกลางบนมากขึ้น โดยเฉพาะแนวราบราคาตั้งแต่ 5-20 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากยอดรีเจ็กต์ต่ำ เพียงแค่ 15% แต่หากราคาบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาท ยอดรีเจ็กต์ค่อนข้างสูง คือที่ประมาณ 30-40%

นายไพโรจน์กล่าวว่า สำหรับในปีนี้ (2568) มีแผนพัฒนาโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่าประมาณ 3,200 ล้านบาท โดยยังคงปักหมุดที่บ้านฉาง จ.ระยอง เพราะมองว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพีเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากใกล้สนามบิน โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้า เดินทางสะดวก และบ้านราคาแพงไม่ค่อยมี แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนกลางจะเข้าไป แต่ระดับราคาและสินค้าจะแตกต่างกัน ขณะที่แหล่งงานก็อยู่มาบตาพุดทำให้กลุ่มลูกที่เป็นระดับผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษานานาชาติ รวมทั้งวิศวกร ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีกำลังซื้อสูง ทั้งนี้สำหรับ 3 โครงการที่ลงทุนในปีนี้ แบ่งเป็น กทม. 1 โครงการ เป็นบ้านหรูราคา 20-25 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท, ระยอง 2 โคงการ คือบ้านฉางบ้านราคา 12-15 ล้านบาท มูลค่า 1,200 ล้านบาท และย่านถนนบูราพาพัฒน์เชื่อมมาบตาพุดอีก 1 โครงการ ราคาขาย 6-10 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท

“ปีนี้บริษัทเน้นบริหารสภาพคล่องให้พร้อม โดยที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินเป็นอย่างดี เพราะบริษัทไม่มีหนี้ ขณะเดียวกันยังมีการวางงบประมาณเพื่อซื้อที่ดินด้วย เพื่อนำมาพัฒนาโครงการคอนโดใกล้รถไฟฟ้า โดยเน้นรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพราะเป็นสายหลัก เป็นแบบโลว์ไรส์ราคา 2-3 ล้านบาท สำหรับปัจจุบันบริษัทมีแลนด์แบงก์อยู่ในมืออยู่ที่อีอีซี 300 ไร่ กทม.มี 2 แปลง 7 ไร่ ย่านกรุงเทพ-นนท์ มีแผนพัฒนาโครงการไรส์ในปีหน้า และอีกแปลงย่านเย็นอากาศกำลังศึกษารายละเอียด”

นายไพโรจน์กล่าวว่า ทั้งนี้ในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,900 ล้านบาท ยอดโอน 2,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2567 ประมาณ 15% โดยยอดโอนจะมาจากยอดขายรอรับรู้รายได้ของปี 2567 ที่มีอยู่ประมาณ 1,200 ล้านบาท โดยบริษัทเน้นการทำกำไรเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่มีกำไรสุทธิแตะระดับ 3-5% แต่ปีนี้ตั้งเป้าตัวเลข 2 หลัก แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายเกณฑ์อัตราส่วนการให้สินเชื่อซื้อบ้านโดยเทียบกับมูลค่า หรือแอลีวี ในทุกระดับราคา รวมทั้งผ่อนปรนมาตรการให้ผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2-3 ได้รับเงื่อนไขที่ดีขึ้น จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์กลับมาคึกคักอีกครั้ง

Advertisement

นายไพโรจน์กล่าวว่า ทั้งนี้ในปี 2567 บริษัทมียอดขาย 1,760 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1,700 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ภายในปีนี้ ทั้งนี้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้รับอานิสงส์จากโครงการในพื้นที่อีอีซี

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นั้นบริษัทมีกำไรสุทธิ 34.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ปี 2566 ประมาณ 14% ขณะที่บริษัทรับรู้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปี 2566 เพิ่มขึ้นจำนวน 586.77 ล้านบาท หรือ 59% เนื่องจากบริษัทรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นทั้งโครงการเดิม และโดยเฉพาะโครงการใหม่ที่สร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567

นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอจ่ายเงินปันผล จากผลการดำเนินงานของบริษัท ประจำปี 2567 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.01 บาท รวมจำนวน 50.22 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากกำไรสะสมของปีก่อนหน้า โดยจ่ายภายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทอีกรอบ