หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร. หวั่นทรั...

กกร. หวั่นทรัมป์ 2.0 ฉุดส่งออก-ภาคผลิตเละ จี้รัฐตั้งรับสินค้าสวมสิทธิทะลักไทย แถมต้นทุนจ่อพุ่ง 6-8%

5.03.25 | 14:52 น.

กกร. หวั่นทรัมป์ 2.0 ฉุดส่งออก-ภาคผลิตเละ จี้รัฐตั้งรับสินค้าสวมสิทธิทะลักไทย แถมต้นทุนจ่อพุ่ง 6-8%

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า หลังจากสหรัฐ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั้งแบบเจาะจง และแบบครอบคลุมวงกว้างเพิ่มเติม โดยได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม และเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าจากสินค้ากลุ่มรถยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และยา รวมทั้งมีแผนเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับประเทศต่างๆ ในวงกว้างสำหรับสินค้าที่สหรัฐเสียเปรียบจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง อาจทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนภาษีเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6-8% ซึ่งจะส่งผลกระทบกับต้นทุนและสินค้าของไทยในระยะต่อไป โดยสงครามการค้าได้กดดันเศรษฐกิจสหรัฐจากการบริโภคและภาคบริการที่ชะลอลง ส่วนภาคอุตสาหกรรมยุโรปและญี่ปุ่นต่างหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะลุกลามถึงไทยด้วยโดยเฉพาะในภาคการส่งออก แม้ตัวเลขจะเติบโต แต่สวนทางกับภาคการผลิตที่ยังเละอยู่ ไม่ได้เติบโตตาม เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกไป อาจถูกสวมสิทธิเพื่อการส่งออก หรือนำเข้ามาผลิตในไทย แต่ใช้วัตถุดิบในไทยเพียง 10-20% เท่านั้น การผลิตที่มีส่วนก่อให้เกิดการจ้างงานสูงๆ จึงยังไม่สามารถฟื้นตัวได้

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สหรัฐประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจาก 10% เป็น 25% และยกเลิกข้อยกเว้นรายประเทศ ข้อตกลงตามโควตา รวมทั้งยกเลิกการยกเว้นภาษีแบบรายสินค้า โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2568 ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมไปยังสหรัฐจะต้องแบกรับภาระภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น กกร.จึงเสนอขอให้ภาครัฐเร่งบูรณาการข้อมูลการค้าในทุกมิติระหว่างไทยและสหรัฐอาทิ เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดที่มี เพื่อพิจารณาดุลการค้า ดุลภาคบริการและดิจิทัล ดุลภาคขนส่ง ดุลภาคการศึกษา นำมาใช้กำหนดท่าทีร่วมกับภาคเอกชน ในการเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศ รับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากหากประเมินดุลการค้าในแง่ทรัพย์สินทางปัญหาที่สหรัฐส่งออกมา อาทิ เน็ตฟลิกซ์ ไทยอาจไม่ได้เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากขนาดนั้น อย่างปี 2567 ที่เกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นมาเป็นมูลค่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 10 ซึ่งถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูง

“เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณอ่อนแรงลง สะท้อนผ่านจีดีพีไตรมาส 4/2567 ที่ขยายตัวเพียง 3.2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ราว 4.0% ส่งผลให้ทั้งปี 2567 จีดีพีขยายตัวเพียง 2.5% ต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยสาเหตุหลักมาจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่หดตัว สวนทางกับการส่งออกที่ยังขยายตัวดี เป็นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศในหลายอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง แต่ยังคงคาดการณ์การเติบโตจีดีพีอยู่ในกรอบ 2.4-2.9% มีค่ากลางอยู่ที่ 2.6-2.7% โดยสาเหตุที่คงคาดการณ์ตามเดิมแม้มีปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้จากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ไทยยังมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจหนึ่งตัวที่วิ่งได้ดีคือ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทั้งปี 2568 คาดไว้ 38-39 ล้านคน แต่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้นเป็น 45,000-50,000 บาท ซึ่งจะทำให้จีดีพีไทยเติบโตได้อย่างสวยงาม” นายเกรียงไกร กล่าว

Advertisement

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสวมสิทธิสินค้าไทยเกิดขึ้นอยู่รุนแรงในยุคทรัมป์ 1.0 รอบสงครามการค้าครั้งแรก ที่มีสินค้าจากนอกประเทศไหลทะลักเข้ามาสวมสิทธิเป็นสินค้าไทยแล้วส่งออกไป ซึ่งในขณะนี้วิธีการเดิมก็ยังอยู่ มีการสวมสิทธิสินค้าเกิดขึ้น แต่เปลี่ยนแปลงบ้าง อาทิ นำวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศเข้ามาผลิตในไทยแต่ใช้โลโคลคอนเทนต์ หรือวัตถุดิบในประเทศน้อยมาก ซึ่งกรณีแบบนี้ทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์จากการผลิตในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อควบคุมสินค้าที่จะเข้ามาทุ่มตลาดในประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกรมศุลกากร เนื่องจากประเทศไทยสามารถขนส่งสินค้าเข้ามาได้ง่ายในหลายฝั่งตามชายแดน