หน้าแรก เศรษฐกิจ พิชัย เปิดงาน...

พิชัย เปิดงานโฮเรก้า คาดสะพัด 4 พันล้าน ยันลุย 2 ภารกิจ ดึงราคาข้าว-ถกมะกัน ลดพิษทรัมป์ 2.0

5.03.25 | 15:16 น.

‘พิชัย’ เปิดงานโฮเรก้า คาดสะพัด 4 พันล้าน ยันลุย 2 ภารกิจ ดึงราคาข้าว-ถกมะกัน ลดพิษทรัมป์ 2.0

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเปิดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติด้านธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง (THAIFEX-HOREC ASIA 2025 หรือ HoReCa) จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และ Koelnmesse ที่อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2568 มีพื้นที่จัดงาน 27,000 ตารางเมตร กว่า 460 บริษัท จาก 25 ประเทศ ทั้ง เอเชีย สหรัฐ ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา ว่า คาดงานครั้งนี้จะดึงดูดผู้เข้าชมจากทั่วโลกกว่า 20,000 ราย และยอดจากการเจรจาสั่งซื้อภายในงานประมาณ 4,000 ล้านบาท

สำหรับอุตสาหกรรม HoReCa เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการหลังวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยในฐานะ จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งงาน THAIFEX-HOREC ASIA 2025 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยง ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้ให้บริการปลายทาง

นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลไทยมุ่งมั่น ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ผ่านการขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ล่าสุด ไทยได้ลงนาม FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (THAI-EFTA FTA) ซึ่งเป็น FTA ฉบับแรกของไทยกับยุโรป และคาดว่าจะสรุป FTA ไทย-สหภาพยุโรป (THAI-EU FTA) ภายในปีนี้ นอกจากนี้ ไทยเพิ่งเสร็จสิ้น FTA ไทย-ภูฏาน และมีแผนเร่งสรุป FTA กับ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ แคนาดา และสหราชอาณาจักร จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในภาค HoReCa สามารถแข่งขันในตลาดโลก และยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมบริการของไทย

Advertisement

“ตอนนี้เงินในระบบเศรษฐกิจยังน้อย เห็นด้วยที่กระทรวงคลัง ขอให้ธนาคารเร่งพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เร่งด้านส่งออก การใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ซึ่งเศรษฐกิจไทยกว่า 80% ยังต้องพึ่งพาภาคส่งออกและท่องเที่ยว ส่วนการลงทุนยังมีสัดส่วน 10% การจัดงานเป็นดึงกำลังซื้อจากทั่วโลก” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า สำหรับการดูแลราคาข้าว นั้น วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีชาวนาเข้ามาพบตน และเจรจาทำความเข้าใจแล้ว ซึ่งเขาเข้าใจ รู้ว่าเรื่องนี้รัฐบาลอยากเห็นชาวนา มีรายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกข์ของชาวนา คือ ทุกข์ของแผ่นดิน ขอยืนยันอีกทีอยากเห็นชาวนามีรายได้ดีขึ้น แต่เดิมข้าวนาเปลือกปรังรัฐบาลไม่เคยสนับสนุน ปีนี้เป็นปีแรก เห็นว่าราคาหล่นเยอะจากอินเดียเริ่มกลับมาส่งออก ราคาสินค้าเกษตรบางทีเราคอนโทรลไม่ได้ เนื่องจากเป็นราคาตลาดโลก ซึ่งพยายามทำให้ดีที่สุด เมื่อราคาตกก็พยายามช่วยเหลือชาวนาให้มากที่สุดว่าทำอย่างไร และมานั่งพิจารณากันว่าจะทำยังไง เพื่อให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) วิธีแก้ไข คือ ทำยังไง 1. ให้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีผลตอบแทนต่อไร่สูงขึ้น เพื่อให้ชาวนามีรายได้มากขึ้นหรือการส่งเสริมปลูกพืชประเภทอื่นทำได้ไหม ตอนนี้มีบางรายหันปลูกถั่วเขียว ได้ยินมามีรายได้ดี กระทรวงพาณิชย์มีการทดสอบแบ่งเพาะปลูกกล้วยเพื่อส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ด้วยญี่ปุ่นต้องการกล้วยปีละ 1,000,000 ตัน ไทยมีโควตาอยู่ 8,000 ตัน แต่ส่งออกแค่ 2,000-3,000 ตัน ทำยังไงจะส่งเสริมการปลูกกล้วย ก็ให้ทูตพาณิชย์ผู้นำเข้าของญี่ปุ่น มาลงทุนและทำการทดลองให้ดู ถ้าทำได้รายได้ต่อไร่ต่อปี 100,000 กว่าบาท

“จ่ายช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาทและไม่เกิน 10 ไร่ นั้น เขาขอเอง เข้ามาขอเอง ใครเข้ามาเราเอาข้อมูลมาทั้งหมดและเสนอ นบข. เรื่องนี้ เราไม่ได้ปรับ หรือความกังวลเรื่องทรัมป์ 2.0 ได้ติดต่อสหรัฐ นัดคุยเรื่องรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร เรามีแผนรับมือ ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรื่องนี้ได้คุยคุยร่วมภาคเอกชนและภาครัฐร่วมกัน ซึ่งไทยร่วมมือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป หรือประเทศอื่นๆ สำหรับจีน เราได้ติดตามสินค้าจากจีน และได้ตั้งคณะทำงานติดตามเรื่องนี้แล้ว จะมีกาประชุมติดตามอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้” นายพิชัยกล่าว