หน้าแรก เศรษฐกิจ หอค้าจี้รบ. ร...

หอค้าจี้รบ. รับมือทรัมป์2.0 ชงตั้ง ‘สเปเชี่ยลทีม’ ดึงเอกชนร่วม-ป้องผลกระทบศก.

7.03.25 | 06:40 น.

หอค้าจี้รบ. รับมือทรัมป์2.0 ชงตั้ง ‘สเปเชี่ยลทีม’ ดึงเอกชนร่วม-ป้องผลกระทบศก. แนะเพิ่มนำเข้าสินค้ามะกัน คลังลุยช่วยฟื้นอสังหาฯ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าได้หารือและส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นภาษี เพราะไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐและการขึ้นภาษีของสหรัฐทั่วโลก จะมีผลทำให้สินค้าไหลเข้าทะลักในอาเซียนมากขึ้น จะกระทบต่อการส่งออก หอการค้าจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งตั้งทีมพิเศษ (Special Team) ประกอบด้วย ภาครัฐและภาคเอกชนมีอำนาจสั่งการระดับกระทรวง เพื่อวางแผนรับมือและกำหนดแผนเชิงรุกกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของนโยบายเศรษฐกิจการค้าของสหรัฐกับทั่วโลก ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าเชิงรุกของสหรัฐและมาตรการกีดกันสินค้านำเข้าของสหรัฐจะทำให้หลายประเทศต้องหันมาพึ่งพาตลาดใหม่ โดยเฉพาะอาเซียนและไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรและอาหาร เป็นต้น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการคนที่ 1 กล่าวเสริมว่า หอการค้าไทยห่วงภาพรวมและตัวเลขการค้าของไทยซึ่งได้ดุลการค้าจากสหรัฐสูง เพื่อป้องกันผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว ไทยควรพิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และพลังงาน เพื่อลดความกดดันด้านดุลการค้า รวมถึงพิจารณาปฏิรูปโควต้าภาษีนำเข้าของไทยกับสหรัฐ ให้มีจุดยืนที่เป็นธรรมและเข้มแข็ง (Fair and Strong Position) ในการเจรจากับสหรัฐ นอกจากนี้รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเสียดุลการค้าภาคบริการ (Deficit on Services) เช่น บริการดิจิทัล ค่าบริหารจัดการ ลิขสิทธิ์ ภาคธนาคาร ภาคประกันภัย การศึกษา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่าตัวเลขการค้าสินค้าเพียงอย่างเดียว

“ย้ำให้รัฐบาลจัดตั้งทีมพิเศษที่มีอำนาจสั่งการกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงแรงงาน ร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เจรจาเชิงรุกกับสหรัฐ การทำงานต้องครอบคลุมทั้งการป้องกันมาตรการภาษีที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการใช้โอกาสจากมาตรการภาษีของทรัมป์ ถือเป็นนโยบายกาลักน้ำ (Zero Sum Game) ที่ประเทศหนึ่งได้ อีกประเทศหนึ่งต้องเสีย ดังนั้น ไทยต้องวางกลยุทธ์ให้เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อจีดีพีไทย 0.5% ถึง 1.0%” นายพจน์กล่าว

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยหลัง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย ได้รือร่วมกับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถึงแนวทางการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า นายพิชัยรับพิจารณาและจะดำเนินการ 4 ข้อเสนอที่อสังหาฯได้นำเสนอไปให้มีผลบังคับโดยเร็ว

“คาดว่าเร็วๆ นี้ จะออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยมือหนึ่งและมือสอง ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยจะเร่งผลักดันออกมาให้ทันกับงานมหกรรมบ้านและคอนโดในวันที่ 20-23 มีนาคมนี้ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ เนื่องจากคนชะลอโอนจำนวนมาก เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายและยอดโอนในไตรมาสแรกของปีนี้” นายประเสริฐกล่าว

Advertisement

นายประเสริฐกล่าวว่า ส่วนอีก 3 มาตรการจะทยอยดำเนินการภายในปี 2568 เช่นกัน ไม่ว่าขอยกเลิกมาตรการ LTV ชั่วคราว 2 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“ท่านรองนายกฯพิชัยรับปากจะไปคุยกับ ธปท.ให้อีกครั้ง ด้านมาตรการวงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ผ่านธนาคารของรัฐ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ทางธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เตรียมวงเงินพร้อมปล่อยกู้ให้แล้วในกรอบวงเงินเดิม 1.2 แสนล้านบาท เพื่อให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ขณะที่ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2568 ลง 50% น่าจะยาก เนื่องจากกระทบรายได้ของท้องถิ่น และต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทยด้วย” นายประเสริฐกล่าว