หน้าแรก เศรษฐกิจ กทพ. ดึงเอกชน...

กทพ. ดึงเอกชน ร่วมลงทุน ทางด่วนภูเก็ต 2 สาย 2.7 หมื่นล้านบาท

7.03.25 | 15:15 น.

กทพ. ดึงเอกชน ร่วมลงทุน ทางด่วนภูเก็ต 2 สาย 2.7 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาทบทวนความเหมาะสม และจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง และระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ว่า ที่ผ่านมา กทพ.ได้มีการเปิดประมูลโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ระยะที่ 1 จังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร แต่พบว่าไม่มีเอกชนรายใดยื่นประมูล เนื่องจากเอกชนเล็งเห็นว่าผลตอบแทนที่คาดหวัง (Retune) ไม่ถึง 10% ทำให้ไม่เกิดการจูงใจให้เอกชนลงทุน เพราะต้องแบกรับค่าก่อสร้างเอง

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 โครงการ เบื้องต้นกทพ.จะเปิดประมูลให้เอกชนลงทุนติดตั้งงานระบบบำรุงรักษา (O&M) และระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง แบ่งเป็น ดังนี้ ด้านค่าก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมจราจร ระยะที่ 1 วงเงิน 712 ล้านบาท และค่าก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมจราจร ระยะที่ 2 วงเงิน 1,518 ล้านบาท ขณะที่ค่าดำเนินการและระบบบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี รวมทั้ง 2 โครงการ วงเงิน 24,800 ล้านบาท

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของ กทพ. จะเป็นผู้ลงทุนค่าก่อสร้างงานโยธาทั้ง 2 โครงการเอง ปัจจุบันกระทรวงการคลังเห็นชอบโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ระยะที่ 1 คาดว่าจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพื่อประมูลหาผู้รับจ้างก่อสร้างภายในปี 2568 นี้ ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี ก่อนเปิดให้บริการต่อไป

Advertisement

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ขณะที่โครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ จังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 30.62 กิโลเมตรปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายคาดว่าตามแผนจะเสนอครม.ภายในปลายปี 2568 และเปิดประมูลเพื่อดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2569 ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2573

““การจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนภาคเอกชน เพื่อทราบถึงความสนใจของนักลงทุน และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุน รวมถึงได้รับข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วน ประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต นับเป็นทางเลือกในการเดินทางที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนเทพกระษัตรี (ทางหลวงหมายเลข 402) และถนนพระบารมี (ทางหลวงหมายเลข 4029) รวมทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและแก้ไขปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ต” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า กทพ. ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการดำเนินโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต โดยรัฐจะรับผิดชอบงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กทพ. ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างงานโยธา โครงการระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง และระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ สำหรับการก่อสร้างงานระบบ และการบริหารจัดการและบำรุงรักษา (Operation & Maintenance: O&M) ของโครงการทั้ง 2 ระยะ เช่น งานระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง และระบบควบคุมจราจร เป็นต้น

กทพ. ได้เห็นถึงความสำคัญและศักยภาพของเอกชน ดังนั้น จึงได้เปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ โดย มูลค่าเงินลงทุนโครงการ ประกอบด้วย ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าก่อสร้างงานโยธา (รวมค่าควบคุมงานก่อสร้าง) และค่าก่อสร้างงานระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมจราจร (งานระบบ) ของโครงการ

ระยะที่ 1รวมประมาณ 16,759 ล้านบาท และโครงการ ระยะที่ 2รวมประมาณ 45,930 ล้านบาท โดยค่าก่อสร้างงานระบบของโครงการ

ทั้ง 2 ระยะ รวมประมาณ 2,230 ล้านบาท ส่วนค่าดำเนินการและบำรุงรักษา (O&M) โครงการทั้ง 2 ระยะ (ระยะเวลา 30 ปี) รวมประมาณ 24,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บค่าผ่านทางของโครงการระยะที่ 1 จัดเก็บค่าผ่านทางอัตราเดียว(Flat Rate) มีอัตราค่าผ่านทาง ณ ปีเปิดให้บริการ (ปี 2573) เท่ากับ 15/ 40/ 85/ 125 บาท สำหรับรถจักรยานยนต์/ รถ 4 ล้อ/ รถ 6-10 ล้อ/ รถมากกว่า 10 ล้อ ตามลำดับ

และโครงการระยะที่ 2 จัดเก็บค่าผ่านทางตามระยะทาง (Distance-Based Rate) โดยมีอัตราค่าแรกเข้า 40/ 80/ 120 บาท และค่าผ่านทางต่อระยะทาง 1.50/ 3.00/ 4.50 บาทต่อกิโลเมตร สำหรับรถ 4 ล้อ/ รถ 6-10 ล้อ/ รถมากกว่า 10 ล้อ ตามลำดับ สำหรับการคาดการณ์ปริมาณจราจร ณ ปีเปิดให้บริการ (ปี 2573) ประมาณ 69,386 คัน/วันโดยโครงการมีอัตราผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR) เท่ากับ 1.82% และโครงการนี้มีความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ อัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) เท่ากับ 18.85%