หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจวัดใจ ‘...

ธุรกิจวัดใจ ‘อิ๊งค์ ’กระตุ้นชุดใหญ่ แค่หั่น ‘ดอกเบี้ย’ ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ

10.03.25 | 12:29 น.

ธุรกิจวัดใจ ‘อิ๊งค์’ กระตุ้นชุดใหญ่ แค่หั่น ‘ดอกเบี้ย’ ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ

จับสัญญาณ “เศรษฐกิจไทย 2568” ท่ามกลางความไม่แน่นอน จากหลากปัจจัยเสี่ยง เศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้ธุรกิจหลากวงการ ยกการ์ดสูง ลงทุนด้วยความระมัดระวัง หวังตุนกระสุนไว้ตั้งรับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี จึงยังอึมครึม 

แม้ว่า “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” จะอัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านเงิน 10,000 บาท ให้กลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้สูงอายุ โครงการอีซี่ อี-รีซีท 2.0 รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี สู่ระดับ 2.0% ต่อปี แต่ “แรงส่ง” ยังไม่มากพอกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในโหมดซึมลึกและฟื้นช้า ให้คืนสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน  

ล่าสุดภาคธุรกิจส่งเสียงสะท้อนออกมา น่าจะถึงเวลาที่ “รัฐบาล” ต้องจัดมาตรการชุดใหญ่และต้องเป็นมาตรการใหม่ๆ เพื่อกระชาก “เศรษฐกิจไทย” ให้ขยายตัวได้มากกว่าปัจจุบันและเพื่อดันจีดีพีปี 2568 ไต่ทะยาน 3-3.5% อย่างที่รัฐบาลวาดเป้าหมายไว้ นอกเหนือจาก 3 เครื่องยนต์หลัก “การท่องเที่ยว-การลงทุน-การบริโภค” ที่พยุงเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน 

จึงเป็นที่คาดหวังในวงประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี “นายกฯแพทองธาร” เป็นประธานนัดแรกของปี 2568 ในวันที่ 10 มีนาคม น่าจะมีมาตรการด้านการเงินและการคลังออกมาเพิ่มเติมจากโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 กลุ่มนำร่อง 3 ล้านคน วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งเป้าจะเริ่มโอนเงินเข้าระบบภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

Advertisement

โดยเฉพาะมาตรการอสังหาฯ ไม่ว่าการลดค่าโอนและจำนอง 0.01% สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยมือหนึ่งและมือสองราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายมาตรการ LTV ที่คาดว่าอาจจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือร่วมกัน หลัง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ได้ถกขุนคลัง “พิชัย ชุณหวชิร” เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา   

⦁‘อสังหา’ดิ่งหนักลุ้นลดค่าโอนควบLTV

ขณะที่ภาคอสังหาฯอยากให้ “รัฐบาล” ออกมาตรการโดยเร็ว ยิ่งมาพร้อมเลิก LTV และทันกับงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่จะมีขึ้นในวันที่ 20-23 มีนาคมนี้ ยิ่งดีต่อตลาดที่กำลังซบเซาอย่างหนัก   

“สุนทร สถาพร” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดอสังหาฯ อยู่ในภาวะหดตัวเป็นอย่างมาก ผ่านมา 2 เดือนแรกของปี 2568 สถานการณ์ยังแย่อยู่ ยอดรีเจ็กต์เรตหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อ ทั้งตลาดยังสูงกว่า 40% โดยกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อยู่ที่ 55-60% กลุ่มระดับราคา 3-7 ล้านบาทอยู่ที่ 40% และกลุ่มระดับราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ 15% เรียกว่าทุกเซ็กเมนต์เลยก็ว่าได้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ หากภาครัฐสามารถลดค่าโอนและจำนอง 0.01% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เลิกมาตรการ LTV ให้ชั่วคราว 2 ปีในทุกระดับราคาตามที่ขอให้พิจารณา โดยออกมาพร้อมกันทั้ง 2 มาตรการ จะเป็นการดีและช่วยภาคอสังหาฯได้อย่างมาก ซึ่งการเลิกมาตรการ LTV ช่วยดึงคนมีกำลังซื้อให้ซื้อบ้านหลังที่สองและหลังที่สามได้ โดยที่ไม่ต้องมีเงินดาวน์ 20-30% 

“อย่างน้อยเราคาดหวังว่าภาครัฐจะต่อมาตรการเดิมที่เคยดำเนินการไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะดูจากข้อมูลปี 2567 ยอดขาย ยอดโอน ติดลบทุกเซ็กเมนต์ทั้งแนวราบและแนวสูง ทำให้วงจรธุรกิจหยุดนิ่ง ยิ่งในช่วง 2 เดือนแรกที่เป็นสุญญากาศของมาตรการลดค่าโอนและจำนองว่าจะต่อหรือไม่ ทำให้ลูกค้าชะลอโอนไปมากพอสมควร เพราะทำให้บ้านถูกลงล้านละ 30,000 บาท ขณะที่การออกมาตรการยังเพิ่มสภาพคล่องแบงก์ให้ด้วย เพราะหลังเข้มงวด ทำให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้น้อยลง” สุนทรกล่าว

ด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก “สุนทร” กล่าวว่า ยังไม่ดีนัก เนื่องจากยังไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง 0.25% ต่อปี ถือว่าลดภาระของผู้เป็นหนี้ แต่ไม่มากนัก เพราะแต่ละแบงก์ลดดอกเบี้ยน้อยกว่าดอกเบี้ยนโยบาย เลยทำให้ปัญหาสภาพคล่องภาคธุรกิจยังไม่ต่างจากเดิมมาก หากมองในมุมอสังหาฯคงจัดโปรโมชั่นลดราคา ระบายสต็อกกันมากกว่าปีที่แล้ว เพื่อรักษากระแสเงินสด เพราะปัจจุบันแบงก์ไม่ได้เข้มงวดเฉพาะลูกค้า ยังเข้มงวดการปล่อยกู้กับผู้ประกอบการด้วย โดยปรับขึ้นยอดพรีเซลต้องมี 50-55% เนื่องจากซัพพลายในตลาดยังมีอยู่มาก ทำให้ยอดโอนบ้านใหม่ลดลง 20% ยอดซื้อใหม่ก็ลดลงเกือบ 30% ทั้งนี้ คาดหวังว่าปีนี้ตลาดจะไม่แย่กว่าปีที่แล้ว  

สอดคล้องกับ “อิสระ บุญยัง” ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้สะท้อนว่า หากรัฐมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯทั้งลดค่าโอนและจำนอง 0.01% และผ่อนคลายมาตรการ LTV การอนุมัติวงเงินสินเชื่อต่ำ เพื่อให้ผู้ซื้อบ้านเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น จะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจได้นอกเหนือจากช่วยประคับประคองตลาดโดยรวมไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ ที่ยอดโอนต่ำสุดในรอบ 6 ปีและยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ต่ำสุดในรอบ 7 ปี 

“ช่วง 2 เดือนแรกตลาดอสังหาฯยังไม่ดีขึ้น จึงอยากให้รัฐออกมาตรการลดค่าโอนและจำนอง มาพร้อมกับมาตรการ LTV ด้วยจะเป็นเรื่องที่ดี เห็นชัดเจนเมื่อปลายปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่แย่สุด รัฐลดค่าโอนให้ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท พอมีมาตการ LTV มาประกบ ทำให้ตลาดดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายปี 2564 ต่อเนื่องถึงปี 2565” อิสระกล่าว

“อิสระ” ยังสะท้อนว่าการลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ยังไม่ถึงกับเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของภาคอสังหาฯ อย่างเป็นนัยสำคัญ เนื่องจากแบงก์พาณิชย์มีการตอบรับปรับลดดอกเบี้ยในอัตราที่น้อยมากในส่วนของดอกเบี้ย MRR สำหรับลูกค้ารายย่อย เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายเป็นดอกเบี้ยชี้นำเท่านั้น หากจะทำให้มีผลแบงก์พาณิชย์ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงด้วย และควรจะต้องลดลงอีก เพราะมองว่าอัตราดอกเบี้ยยังมีส่วนช่วยเศรษฐกิจได้มากในขณะนี้ที่ยังไม่มีเครื่องยนต์อะไร 

“นอกจากนโยบายการคลังที่รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนในหลายๆ เรื่อง ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องออกนโยบายการเงินมาช่วยเศรษฐกิจที่ซึมยาวกว่าวิกฤตต้มย้ำกุ้ง จึงมองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกยังแผ่ว รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม โดยเฉพาะมาตรการการเงินจาก ธปท.ให้เข้มข้นมากกว่านี้” อิสระย้ำ

⦁ ‘ค้าปลีก’กำลังซื้อร่วง-หยุดลงทุน

ด้านผู้ประกอบการค้าปลีก “อธิพล ตีระสงกรานต์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์ มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโดยรวมปี 2567 มียอดขายกว่า 6,300 ล้านบาท และกำไรกว่า 130-140 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากประชาชนใช้จ่ายประหยัด ทำให้ยอดซื้อต่อบิลลดลง เป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมยังไม่ดี มีแนวโน้มยอดขายปี 2568 จะไม่แตกต่างจากปีก่อน สะท้อนจากยอดขาย 2 เดือนแรกของปีนี้ ตกลงไป 7-8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และมองว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนี้ไปถึงช่วงกลางปี  

“ปีนี้กำลังซื้อยังไม่ดี จากสถิติเมื่อสิ้นปี คนซื้อเพิ่มขึ้น 3% แต่มูลค่าลดลง 7% โครงการอีซี่ อี-รีซีท 2.0 เป็นโครงการที่ดี ทำให้ลูกค้านำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่ได้กระตุ้นให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้น เพราะคนมาซื้อเป็นลูกค้าเดิม อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการอะไรออกมา ถือว่าเป็นโครงการที่ดีทั้งนั้น แต่เราอาจจะไม่ได้อานิสงส์ รวมถึงโครงการเงินดิจิทัล เฟส 3 ที่กำลังจะออกมา เรากำลังดูว่าจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ เพราะหลักเกณฑ์ต่างๆ ยังไม่ชัด เช่น การได้เงินคืน เพราะต้นทุนและกระแสเงินสดในการหมุนเวียนธุรกิจแต่ละวันของผู้ประกอบการค้าปลีกถือว่าสำคัญ หากต้องใช้เวลานานอาจจะทำให้ไม่มีความคล่องตัวได้” อธิพลกล่าว

“อธิพล” ฉายภาพธุรกิจของฟู้ดแลนด์ในปีนี้ ยังไม่มีการลงทุนขยายสาขาใหม่ โดยจะเน้นการบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและลดภาระค่าใช้จ่าย สต๊อกสินค้าน้อยลง เติมพนักงานให้เพียงพอ เนื่องจากขาดแคลนทุกปีหลาย 100 คน ล่าสุดปลายปี 2567 มีพนักงานลาออกจำนวนมาก ทำให้ในปีนี้ต้องเพิ่มคนอีกจำนวนมากอย่างน้อย 800 คนโดยที่ผ่านมาได้ปรับเพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำให้กับพนักงานไปแล้ว เริ่มต้นที่ 13,500 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ย 450 บาทต่อวัน ถือว่าสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอีกทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดเวลาเปิดให้บริการจาก 24 ชั่วโมง เพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าไฟ เป็นต้น ประกอบกับปัจจุบันลูกค้าฟู้ดแลนด์ที่ทำงานกลางคืนเริ่มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน ทำให้ร้านค้าปิดเร็วขึ้น ขณะที่เรายังเปิดบริการในเวลาเท่าเดิม 

ฟากผู้ประกอบการค้าปลีกภูธรสะท้อนภาพออกมาไม่ต่างจากค้าปลีกรายใหญ่ โดย “มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่ง จ.อุดรธานี ที่ระบุว่า ปีนี้กำลังซื้อยังไม่ค่อยดีนักลดลง 10-20% ขณะที่ราคาสินค้ายังคงทยอยปรับราคาต้นทุนและขายปลีกเพิ่มขึ้น ทั้งกาแฟสำเร็จรูปที่ปรับขึ้น 16-21% กะทิกล่องและขวด ปรับขึ้น 2-5 บาทและเดือนเมษายนนี้ เฮลซ์บลูบอยส่งสัญญาณจะปรับราคาเช่นกัน หลังขึ้นมาแล้ว 2 บาทต่อขวด 

“บรรยากาศการจับจ่ายในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา ยังทรงตัว ซึ่งช่วงเดือนมกราคมยังพอไปได้ เพราะได้อานิสงส์เงิน 10,000 บาท ทำให้คึกคักบ้าง แม้จะไม่มากนัก แต่เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ก็เงียบลงอย่างไม่รู้สาเหตุ ขณะนี้รอลุ้นเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ จะคึกคักมากน้อยขนาดไหน โดยมีปัจจัยเรื่องวันหยุดยาวสงกรานต์และอาจจะมีเงิน 10,000 บาท เฟส 3 มาสนับสนุน เราก็อยากให้รัฐบาลปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นด้วย เพื่อให้ซื้อขายมีความต่อเนื่อง ซึ่งการซื้อขายเหล้า เบียร์ เงียบเหงาและทรงตัวมานานหลายปีแล้ว” มิลินทร์กล่าว

⦁‘รับเหมา’งานหด-ทุนจีนยึดหัวหาด

อีกเซ็กเตอร์ที่สำคัญไม่แพ้ธุรกิจอื่น นั่นคืออุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเผชิญสถานการณ์งานหด เข้าถึงสินเชื่อยากไม่ต่างจากอสังหาฯ แถมยังถูกทุนจีนรุกคืบยึดหัวหาด 

“ลิซ่า งามตระกูลพานิช” นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉายภาพว่าขณะนี้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างมีปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก แบงก์ไม่ปล่อยกู้ตั้งแต่ปี 2567 หลังเศรษฐกิจยังไม่ดี กำลังซื้อภาคเอกชนลดลง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาฯที่ไม่ฟื้นตัว ตลอดจนงบภาครัฐล่าช้า ทำให้มีปัญหาหนี้เสีย ส่งผลให้เข้มงวดปล่อยกู้ จึงอยากให้ ธปท.เจรจาแบงก์พาณิชย์ออกซอฟต์โลนให้ เพราะหากแบงก์ยังไม่ปล่อยกู้ให้จะยิ่งทำให้รับเหมาตายกันทั้งระบบ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก

ปัจจุบันสภาพปัญหาของผู้รับเหมา งานภาครัฐ ยังมีงานประมูลออกมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่งานขนาดเล็กยังไม่ค่อยมีออกมา แม้จะมีงานโครงการออกมา แต่ราคากลางและมูลค่างานไม่สะท้อนต้นทุนแท้จริงที่ปรับขึ้นทั้งค่าแรงและวัสดุก่อสร้าง จึงทำให้มีการทิ้งงานเกิดขึ้น ขณะที่ค่าเคก็เบิกไม่ได้มา 3 ปีแล้ว ส่วนงานเอกชนน้อยลงตามสภาพตลาด โดยเฉพาะโครงการอสังหาฯ 

แต่สิ่งที่ผู้รับเหมางานรัฐและเอกชนมีปัญหาเหมือนกันคือ ขาดสภาพคล่องเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ รวมถึงยังมีปัญหารับเหมาศูนย์เหรียญจากทุนจีนที่เข้ามารับงานแบบครบวงจร นำเข้ามาเองทั้งแรงงาน วัสดุก่อสร้าง ไปถึงอาหารการกิน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทุกพื้นที่ มีทั้งที่เป็นนอมินีและดำเนินการเอง แต่ในพื้นที่อีอีซีจะมากสุด เพราะมีนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนมากในนิคมอุตสาหกรรม อยากให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย เช่น กำหนดใช้แรงงานและวัสดุก่อสร้างจากไทย เป็นต้น 

คาดว่าธุรกิจรับเหมาคงต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีถึงจะดีขึ้น ดูจากแนวโน้มปีนี้และปีหน้าคงยังแย่ ทุกๆ ปีจะมีงานประมูลจากรัฐและเอกชนเฉลี่ย 1.3-1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นงานเอกชน 55% รัฐ 45% แต่ตอนนี้เป็นงานรัฐมากกว่าเอกชน

⦁‘โรงแรม’อ้อนรัฐปลุกเที่ยว-ลดภาษี

ฝั่งธุรกิจโรงแรม “เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์” นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ประเมินเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 77% เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมที่ผ่านมาและเทียบเดือนเดียวกันปี 2567 ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ สอดคล้องแนวโน้มในไตรมาส 1/2568 ที่ธุรกิจส่วนใหญ่ประเมินว่าจะดีขึ้น โดยลูกค้ายุโรป จีน และเกาหลีใต้ยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก รวมถึงเลือกพักโรงแรมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก นอกจากนี้จากผลสำรวจยังพบว่าการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขาย ตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรม และคุณภาพการให้บริการ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจโรงแรมสามารถแข่งขันหรือปรับขึ้นราคาห้องพักต่อคืนได้ ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ 65%

สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องการจากภาครัฐ ส่วนใหญ่ต้องการให้มี ได้แก่ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและไทย พัฒนาหรือแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทย อาทิ ความปลอดภัย ยาเสพติด ฝุ่น PM2.5 รวมถึงมีมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย อาทิ มาตรการคนละครึ่ง เน้นมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว 

2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน ค่าน้ำ ไฟฟ้า พลังงาน และค่าแรง รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานยั่งยืน มีมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลในกรณีที่มีการปรับปรุงโรงแรมให้ดีขึ้น 3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการปรับปรุงโรงแรม ลดระยะเวลาการทำธุรกรรมทางการเงิน และ 4.มาตรการด้านอื่นๆ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ถนน และรถโดยสารสาธารณะ เพิ่มงบประมาณการจัดประชุมหรือสัมมนาของหน่วยงานภาครัฐ

เป็นเสียงสะท้อนที่ภาคธุรกิจฝากความหวังไว้กับ “รัฐบาลแพทองธาร” เพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด ท่ามกลางวงล้อมปัจจัยรุมเร้า