หุ้นไทยร่วงสะสมกว่า 17.9% ตลาดเปราะบาง หลังนลท.อ่อนไหวต่อสงครามทรัมป์ 2.0
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐาน มีการปรับลดลงกว่า 17.9% จากระดับสูงสุดในรอบนี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับแนวโน้มในอดีต และหากพิจารณามูลค่าพื้นฐานของตลาดพบว่าระดับอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 12.5-16.6 เท่า และอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) เพียง 1.2-1.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรอบการปรับฐานครั้งก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับฐานของตลาดในรอบนี้หุ้นที่ปรับตัวลดลงมากส่วนใหญ่มาจากกลุ่มหุ้นที่มีพีอีสูง บ่งชี้ว่าตลาดกำลังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและการประเมินมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนพยายามออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของดัชนี โดยเน้นด้านการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง การจำกัดความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นโดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย
นายศรพลกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 20% แคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2568 โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทุกประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2568 รวมถึงเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเงินเฟ้อในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้ลงทุนสหรัฐเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดสะท้อนภาวะตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk Off ขณะที่ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงจากสิ้นปีก่อนหน้าถึง 1.4% หลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี แต่ยังมีหลายตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความเสี่ยงน้อยจากนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นเฉพาะตัวและมีมูลค่าหุ้น (แวลูเอชั่น) ที่ไม่สูง
“ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ผันผวนหนักเพียงแห่งเดียว แต่ตลาดหุ้นอื่นๆ ก็เช่นกัน เป็นผลกระทบจากสงครามการค้าของทรัมป์ 2.0 ทำให้หุ้นไทยในตอนนี้เปรียบเหมือนเรือเล็กที่กำลังเผชิญกับคลื่นใหญ่ มีการผันผวนไปตามคลื่นลมที่เกิดขึ้น ซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เชื่อว่าขณะนี้ดัชนีปรับตัวลงมาต่ำมากกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ทำให้การปรับตัวลดลงของตลาดเป็นผลจากการซื้อขายด้วยอารมณ์เป็นหลัก นักลงทุนค่อนข้างอ่อนไหวง่าย ทำให้ตลาดหุ้นไทยยิ่งเปราะบางเข้าไปอีก” นายศรพลกล่าว
นายศรพลกล่าวว่า ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ดัชนีปิดที่ 1,203.72 จุด ลดลง 8.4% จากสิ้นเดือนมกราคม 2568 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 SET Index ปรับลดลง 14.0% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าภาพรวม เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 52,041 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเห็นสัญญาณเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขายผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด ห้าเดือนต่อเนื่อง ด้านอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์2568 อยู่ที่ระดับ 4.03% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.27%

