ความเชื่อมั่นประชาชนก.พ.ตีกลับ ลดลงรอบ 5 เดือน ม.หอค้ากางผลเทียบ พิษทรัมป์2.0 กับแจกหมื่น ดึงจีดีพี0.018%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการ เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าจากนโยบายทรัมป์2.0 ส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวมถึงไทยลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยหนุนมาจากรัฐบาลออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า บรรยากาศการใช้จ่ายไม่ได้คึกคักตามที่คาดไว้ ทำให้ดัชนีฯพลิกกลับลดลง และมุมมองต่ออนาคตแย่กว่าปัจจุบัน ความเชื่อมั่นอาจกลับมาเป็นขาลงได้อีกครั้ง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาดูแล ผ่านมาตรการต่างๆ และหากจะให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 ขยายตัวให้ได้เกิน 3.0-3.5% รัฐบาลต้องกระตุ้นเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาทในครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่าไตรมาสแรก2568 คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 3.0-3.5% จากแรงหนุนของมาตรการที่รัฐออกมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ไตรมาส2/2568 คาดขยายตัว 2.5-3.0% ตามแรงผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 ส่งผลให้ครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัวได้ 3.0%
“ผลสำรวจทำให้หลายฝ่ายแปลกใจ ที่ความเชื่อมั่นภาคประชาชนทุกรายการลดลง และลงแรง 1.3-1.4% ทั้งที่รัฐบาลออกมาตรการต่อเนื่อง ซึ่งครึ่งปีหลัง ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไร จากนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่จะมีผลต่อการส่งออกไทย การท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนยังเที่ยวไทยได้ตามเป้าหมายแค่ไหน กำลังซื้อฟื้นตัวแท้จริงหรือไม่ สถานการณ์การเมือง และราคาสินค้าเกษตรลดลงจากปีก่อน มีผลต่อกำลังซื้อรากหญ้าหดตัว จึงคาดจีดีพีครึ่งปีหลังขยายตัว 2.5-3.0% ซึ่งทางศูนย์พยากรณ์ฯยังคงคาดการณ์จีดีพีทั้งปีนี้ กรอบอยู่ที่ 2.8-3.0% โดยจะทบทวนอีกครั้งในเดือนเมษายนนี้” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่อรัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3.0-3.5% ได้แก่ 1. ตั้งทีมงานพิเศษ ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ด้านเกษตร การค้า อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว เพื่อหารือและออกแนวทางรับมือนโยบายทรัมป์ 2.0 และรู้ถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขได้ทันที 2. เร่งเจรจาต่อรอง ที่ประเมินว่ามีผลกระทบต่อไทย เช่น เพิ่มการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากสหรัฐ อย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีผลต่อต้นทุนอาหารสัตว์ 3. ปรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พักการโอนเงิน เป็นเน้นลงทุนแทน ผ่านมาตรการการเงินการคลัง เช่น ลดหย่อนภาษีเพิ่ม2เท่าสำหรับหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่น(อบต. และ อบจ.) ใช้งบจัดอบรมและจ้างงาน หรือ มาตรการคนละครึ่งคูณสอง คือรัฐใช้งบกระตุ้นครึ่งหนึ่ง ดึงเงินประชาชนใช้จ่ายอีกครึ่ง อย่างรัฐใช้งบ 3 หมื่นล้านบาท ผ่านโอนกลุ่มเฟส3 มีผลต่อจีดีพี 0.12% เงินก้อนเดียวกันไปรวมกับเงินประชาชนสมบทบใช้จ่าย จะเป็น 6 หมื่นล้านบาท และไปหมุนต่อถึงภาคธุรกิจ รวม 3 รอบเงินจะถึง 1.2 แสนล้านบาท ส่งผลต่อจีดีพี 0.24%
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ลดลงจากระดับ 59.0 จุด เป็น 57.8 จุด โดยความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ลดจาก 42.4 จุด เป็น 41.7 จุด ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต ลดลงจาก 67.0 จุด มาอยู่ที่ 65.6 จุด
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 51.5 55.2 และ 66.7 ตามลำดับ จากระดับ 52.6 56.2 และ 68.1 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรงรอบ 5 เดือน การที่ดัชนีต่ำกว่าปกติ (ระดับ 100)
แสดงว่า ผู้บริโภคไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และรายได้ในอนาคต เพราะกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ และค่าครองชีพทรงตัวสูง ปัญหาเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้า จะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคไม่แน่นอนสูง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นซื้อบ้านใหม่ รถยนต์ ท่องเที่ยว และลงทุนในกล่มรายย่อย รวมถึงความมั่นใจต่อการเมือง การบริโภค และ ความสุขในการดำรงชีวิต ลดลง

นายวชิร กล่าวว่า ส่วนการสำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ธุรกิจเอกชน) เดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า ดัชนีฯยังดีขึ้นต่อเป็นเดือนที่สอง โดยค่าดัชนีฯอยู่ที่ 49.4 จุด จาก 49.0 จุด ในเดือนมกราคม 2568 แม้ขยับขึ้นแต่ค่าดัชนียังต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนธุรกิจเอกชนยังไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย โดยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยต่อปัจจุบันและอนาคต อยู่ที่ 45.9 จุด และ 52.8 จุด ขยับจาก 45.7 จุด และ 52.3 จุด โดยภาคเอกชน เสนอเรื่องเร่งด่วน
ดังนี้ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ออกมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Micro และธุรกิจขนาดเล็ก เร่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำหน้าแล้ง เพื่อจัดสรรให้เพียงพอและเหมาะสมกับภาคการเกษตร อุปโภค-บริโภค และรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง มาตรการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยการเพิ่มรายได้ของประชาชน และต้องผ่อนปรนภาระของประชาชน หนี้รถยนต์ ผ่อนบ้าน และหนี้ของเอสเอ็มอี การแก้ปัญหาสินค้าออนไลน์รุกตลาดประเทศไทย ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอี-รายย่อย เสียเปรียบ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้กับธุรกิจที่มีความพร้อมในการส่งออกสินค้า และบริการไปยัง ตลาดต่างประเทศ และ รักษาเสถียรภาพทางด้านการเงินให้สมดุลเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
พร้อมกันนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ทำการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยจากมาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 พบว่า ไทยจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เบื้องต้น คาดว่ามาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะมีผลทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลงประมาณ 56,067 ล้านบาท มีผลต่อจีดีพีหายไปประมาณ 0.30% แต่หากอัตราภาษีสูงกว่าคาดการณ์และเพิ่มชนิดสินค้าอื่น เช่น กลุ่มรถยนต์ในเดือนเมษาษยน อาจสูงเกิน 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ได้วิเคราะห์ผลกระทบตามมาตรการรัฐต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ โครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 (ผู้สูงอายุ) ส่งผลจีดีพี 0.100% โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”อีก 0.100% โครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 3 (เด็กและ เยาวชน) อีก 0.120% รวม 3 โครงการ มีผลต่อจีพีดี 0.320% หากหักลบจากผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีผลต่อจีดีพี 0.302% ก็ยังทำให้จีดีพีไทยบวก 0.018% จึงความเป็นจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งเพิ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ


