หน้าแรก เศรษฐกิจ เฉลียงไอเดีย ...

เฉลียงไอเดีย : ‘เผ่าภูมิ’ ทัวร์โรงงานรถยนต์ รับภาษีใหม่ปลั๊กอินไฮบริด1ม.ค.69

16.03.25 | 12:22 น.

เฉลียงไอเดีย : ‘เผ่าภูมิ’ ทัวร์โรงงานรถยนต์
รับภาษีใหม่ปลั๊กอินไฮบริด1ม.ค.69

บอร์ดอีวี หรือ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เห็นชอบมาตรการ 2 สำคัญ คือ 1.มาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตรถยนต์ Hybrid (HEV) และ Mild Hybrid (MHEV)

และ 2.การขยายเวลาการผลิตชดเชยตามมาตรการ EV3 โดยให้สามารถโอนไปผลิตชดเชยตามเงื่อนไขมาตรการ EV3.5 และระงับการให้เงินอุดหนุน จนกว่าจะผลิตชดเชยได้ครบถ้วน

⦁ต่อยอดไทยฮับผลิตรถยนต์ของภูมิภาค

โดยทั้งสองมาตรการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสมดุลการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกในทุกประเภทในระยะยาว

Advertisement

มาตรการดังกล่าว ยังเป็นการต่อยอดมาจากนโยบายสนับสนุนการใช้รถอีวีของรัฐบาลก่อนหน้า หรือ EV3 ที่มีผู้ประกอบการผลิต และนำเข้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเข้าร่วมมาตรการจำนวน 26 บริษัท กับกรมสรรพสามิต
มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ในช่วงมกราคม-ตุลาคม 2567) มีจำนวน 5.97 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จดทะเบียน 2.16 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกันในปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการผลิตรถยนต์ BEV แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมเงินลงทุนกว่า 8.1 หมื่นล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา การประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติให้การส่งเสริมลงทุนแก่ บริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลกจากประเทศจีน ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่เซลล์นอกประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่ม Sunwoda ด้วยมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท

⦁ชงภาษีปลั๊กอินไฮบริดเม.ย.นี้

ขณะที่ ในส่วนงานของกรมสรรพสามิต หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยการจัดสรรงบประมาณอุดหนุน และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ กับยานยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มไฮบริด ปัจจุบันกำกับดูแลโดย “ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

โดย ดร.เผ่าภูมิ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมสรรพสามิต ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์หลายราย ประกอบด้วย บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ต่อมาเดินทางไปตรวจเยี่ยม บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา

การตรวจเยี่ยมเพื่อเตรียมความพร้อมตามมาตรการปรับปรุงเงื่อนไขอัตราภาษีรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงานแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถเสียบปลั๊กประจุไฟฟ้า Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 โดยเป็นการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้นของรถยนต์ประเภท PHEV ให้สอดคล้องกับหลักสากลและเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภท PHEV ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ PHEV จะถูกจัดอยู่ในพิกัดอัตราภาษีเดียวกับ Hybrid Electric Vehicle (HEV) โดยอัตราภาษีจะพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมสรรพสามิตได้กำหนดพิกัดอัตราภาษี PHEV และ HEV แยกจากกัน โดยจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนเมษายนนี้

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.รถยนต์ประเภท PHEV ที่มีระยะการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Range) ไม่ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง และมีขนาดถังน้ำมันไม่เกิน 45 ลิตร จัดเก็บอัตราภาษีตามมูลค่า 5%

2.รถยนต์ประเภท PHEV มีระยะการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Range) ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อการประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง หรือมีขนาดถังน้ำมันมากกว่า 45 ลิตร จัดเก็บอัตราภาษีตามมูลค่า 10%

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการทบทวนเกณฑ์การกำหนดอัตราภาษี PHEV ดังกล่าว โดยจะพิจารณาจากระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า (Electric Range) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เพียงเกณฑ์เดียวเท่านั้น เพื่อส่งเสริมมีการพัฒนารถยนต์ประเภท PHEV ที่จำหน่ายในประเทศไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น  โดยการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่มระยะวิ่งด้วยไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อย CO2  รวมทั้งตอบสนองต่อความต้องการใช้รถยนต์ PHEV ที่สามารถใช้การวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าในเขตตัวเมือง และใช้การวิ่งด้วยพลังงานผสมในการเดินทางระหว่างเมือง

“สำหรับนโยบายของกรมสรรพสามิตนั้น ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมากรมฯมีมาตรการเพื่อส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยการจัดเก็บภาษีรถยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และภาษีคาร์บอน หรือ Carbon tax” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังระบุ

⦁หนุนเปลี่ยนผ่านสันดาปไปสู่อนาคต

ด้าน ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุเพิ่มเติมว่า การกำหนดพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยการกำหนดระยะการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Range) ดังกล่าว เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนารถยนต์ PHEV ตามหลักสากล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและต่อยอดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ ประเภท PHEV ที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์ประเภทสันดาปภายในไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

“การปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยลดข้อกำหนดของขนาดถังน้ำมันในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดถังน้ำมันในรถยนต์ที่ผ่านการทดสอบแบบรุ่นที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากลมาแล้วให้ลดลงจากเดิม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องทำการทดสอบความปลอดภัยเฉพาะรุ่นที่ผลิตในประเทศไทยใหม่อีกด้วย” ดร.กุลยาระบุ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ดร.เผ่าภูมิ และคณะผู้บริหารกรมสรรพสามิต ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันรายใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ณ จังหวัดระยอง เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF : Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่ผลิตจากแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการกำกับดูแลและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เป็นการนำผลิตภัณฑ์ชีวภาพมาใช้ร่วมกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งการใช้ SAF สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) โดยต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ISCC CORSIA (International Sustainability and Carbon Certification – Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ที่เป็นมาตรฐานสากลที่ยอมรับในอุตสาหกรรมการบิน

⦁ดันผลิตน้ำมันยั่งยืน 10 ล้านลิตร

ในระยะแรกคาดว่าประเทศไทยจะมีการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านลิตรต่อปี โดยจะมีการนำเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนไปใช้กับเที่ยวบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และจะมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังงานทดแทนของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาค พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ถือเป็นอีกส่วนที่กรมสรรพสามิตต่อยอดด้านมาตรการสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนโยบายความยั่งยืน หรือสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (อีเอสจี)

ซึ่งก่อนหน้านี้ (ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต โดยเบื้องต้นจะมีการกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาทต่อคาร์บอนเทียบเท่า เพื่อให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มตระหนักถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

โดยการกำหนดกลไกราคาคาร์บอนเป็นสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเฉพาะประเภท มีดังนี้

1.น้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกันซึ่งรวมถึงแก๊สโซฮอลล์ประเภทต่างๆ เช่น แก๊สโซฮอลล์ E10 แก๊สโซฮอลล์ E20 และแก๊สโซฮอลล์ E85

2.น้ำมันก๊าดและน้ำมันที่จุดให้แสงสว่างที่คล้ายกัน

3.น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น

4.น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลและน้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกัน ซึ่งรวมถึงน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลผสมอยู่ประเภทต่างๆ เช่น น้ำมันดีเซล B5 น้ำมันดีเซล B7 และน้ำมันดีเซล B10 เป็นต้น

5.ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอล.พี.จี.) ก๊าซโพรเพรน และก๊าซที่คล้ายกัน

6.น้ำมันเตาและน้ำมันที่คล้ายกัน

ส่วนของการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมัน SAF และน้ำมันชีวภาพประเภทอื่นๆ นั้น กรมอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการสนับสนุนกระบวนการผลิตสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีการนำวัตถุดิบที่มีความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) มีความหลากหลายทั้งทางวัตถุดิบตั้งต้นและเทคโนโลยีการผลิต

จึงต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้านเพื่อให้การกำกับดูแล และการจัดเก็บภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน