หน้าแรก เศรษฐกิจ โรดแมปลงทุนไท...

โรดแมปลงทุนไทยโฉมใหม่ วางรากฐานประเทศ นักวิชาการ-เอกชน ยกมือสนับสนุน!!

17.03.25 | 13:01 น.

โรดแมปลงทุนไทยโฉมใหม่ วางรากฐานประเทศ นักวิชาการ-เอกชน ยกมือสนับสนุน!!

2568 รัฐบาลของ “แพทองธาร ชินวัตร” ตั้งเป้าหมายพลิกฟื้นจีดีพีไทยโตถึง 3.5% เป็นตัวเลขที่ท้าทายอย่างมาก 

โดย “พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ได้กางแผนมาสเตอร์แพลนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เน้น 2 แนวทางใหญ่ ประกอบด้วย 1.ตั้งเป้าเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ และการแก้หนี้เป็นส่วนเพิ่มการบริโภค และ 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย

ขณะเดียวกันรัฐบาลจะให้ความสำคัญเครื่องมือหลักในการฟื้นเศรษฐกิจ คือ “การลงทุน” ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ (FDI) ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแถบอาเซียนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องเรียกความเชื่อมั่นด้านการลงทุนกลับสู่ประเทศไทยเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปี 2568 ให้ได้ 

⦁ภารกิจรัฐบาลถึงบีโอไอดันลงทุน68 

Advertisement

การเร่งการลงทุนของภาคเอกชนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมการลงทุนของประเทศเป็นหลัก คือหนึ่งในแผนการดำเนินงานระยะสั้น-กลาง ที่รัฐบาลวางไว้ แม้ว่าปี 2568 ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น เข้มข้นขึ้นก็ตาม

“นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)” ระบุ ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่มีความพร้อมที่จะเปิดรับการลงทุน จัดอยู่ในประเทศที่อยู่ในพื้นที่สปอตไลต์ของแวดวงการลงทุน ที่หลายประเทศมองเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งไทยมีนิคมอุตสาหกรรม มีไฟฟ้าที่มีความเสถียร มีพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพสูง มีบุคลากรที่พร้อม และมีห่วงโซ่อุปทาน หรือ supply chain ที่พร้อม ครบวงจร ดังนั้น นับเป็นโอกาสที่ไทยจะสามารถช่วงชิงการลงทุนที่สามารถเติบโตได้ในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า 

สิ่งที่บีโอไอทำในปัจจุบันคือ การวางรากฐานสำหรับประเทศไทยให้เติบโตในอนาคต การเน้นผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีฐานอุตสาหกรรมเกิดใหม่เพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาและถูกปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม มีบุคลากรที่เป็นทัพของคนไทยรุ่นใหม่ที่มีทักษะใหม่ๆ มีองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับในอนาคตได้ 

สำหรับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลได้ให้ไว้กับบีโอไอในปี 2568 นั้น คือต้องการเร่งให้เกิดการลงทุนจากยอดการออกบัตรลงทุนให้ได้ 45% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40% บีโอไอจะพยายาม แต่จะเน้นเชิงคุณภาพ และมีมาตรการการกระตุ้นการลงทุนจริงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เวอร์ชั่นใหม่อนุมัติต้นปีที่ผ่านมา เป็นมาตรการจูงใจนักลงทุนสำหรับโครงการที่มีมูลค่าลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท และต้องลงทุนภายใน 1 ปี ปฏิบัติครบตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ลดภาษีนิติบุคคล 50% อีก 5 ปี เป็นท็อปอัพจูงใจ ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจมาตรการนี้จำนวนมาก และเป็นมาตรการทำให้เห็นเม็ดเงินการลงทุนจริงเพิ่มขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ บีโอไอได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า คำขอส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอปี 2568 จะต้องทะลุ 1 ล้านล้านบาท เท่าหรือมากกว่าปี 2567 ที่คำขอทะลุ 1 ล้านล้านบาทเช่นกัน ถือเป็นเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะต้องการให้ข้อมูลอยู่ในพื้นฐานของความเป็นจริง และมีการสกรีนผู้ลงทุนด้วยเพื่อไม่ให้มีการลงทุนที่เอาเปรียบประเทศไทย

กลยุทธ์ที่ทางบีโอไอได้วางแผนพลิกการลงทุนของไทยคือ การผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมต้นน้ำ และการเน้นการลงทุนระบบเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยเพิ่มจีดีพีไทยให้โตก้าวกระโดด 

⦁เซมิคอนดักเตอร์-แบตเตอรี่เซลล์ หัวใจลงทุน

“นฤตม์” ระบุปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่เซลล์ เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของ
อุตสาหกรรมอื่นๆ ตามมา

เซมิคอนดักเตอร์เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่มีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ และอิเล็กทรอนิกส์ การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

รวมทั้งแบตเตอรี่ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยไม่ได้จำกัดแค่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถยนต์ไฮบริดที่ต้องใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานหลัก ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ รัฐบาลไทย โดยบีโอไอ ได้กำหนดสิทธิประโยชน์สูงสุดสำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่เซลล์ เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมเป็นที่ต้องการของหลายประเทศทั่วโลก โดยการดึง 2 อุตสาหกรรมดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ไม่เพียงมีแต่สิทธิประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังกระจายความสำคัญไปยังหลายด้าน ช่วยกันทุกหน่วยงาน 

ปัจจุบันมีนักลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำของโลกเข้ามาลงทุนในไทยแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ไทยยังขาดบริษัทแบตเตอรี่ระดับเซลล์ กระทั่งปีนี้มีข่าวดีสำหรับประเทศ เพราะแบตเตอรี่ระดับเซลล์เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว 

โดยรัฐบาลและบีโอไอได้อนุมัติให้การส่งเสริมลงทุนแก่ “บริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด” ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานท็อป 10 ของโลกจากประเทศจีน ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่เซลล์นอกประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่มซันโวด้า ด้วยมูลค่าเงินลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยจะตั้งโรงงาน 2 แห่ง ที่ จ.ชลบุรี และจะจ้างงานบุคลากรไทยรวมกว่า 4,000 คน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกรและนักวิจัยไทยกว่า 900 คน คาดว่าจะสามารถเปิดสายการผลิตได้ภายในปี 2568 นี้

ซันโวด้าตัดสินใจลงทุนโครงการผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ในประเทศไทย ทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปตลาดในต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้แบตเตอรี่ของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมทั้งความต้องการของกลุ่มผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเทรนด์การใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้น 

โดยฐานการผลิตในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำที่มีเครื่องจักรและเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด เช่น การควบคุมและปรับปรุงสายการผลิตผ่านระบบ “โรงงานเสมือนจริง” (Virtual Factory) ที่จำลองโรงงานทั้งหมดมาควบคุม ประเมิน และปรับปรุงในระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบการผลิตอัตโนมัติ (Automation) เน้นการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

เป็นก้าวแรกที่สำคัญของประเทศไทย จะยกระดับความสามารถทางการแข่งขันด้านการลงทุนให้ก้าวขึ้นสู่ระดับเบอร์ต้นชั้นนำในแถบอาเซียนได้

ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์อีวี โดยประเทศไทยยังคงยึดแนวทางตาม นโยบาย 30@30 โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 จะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 725,000 คัน

นอกจากยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ประเทศไทยยังมุ่งเน้นการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System-ESS) เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสีเขียว 

⦁ดาต้าเซ็นเตอร์จัดทัพลงทุนไทย

นอกจาก 2 อุตสาหกรรมข้างต้นบีโอไอยังเร่งเดินหน้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ 

“นฤตม์” ระบุปัจจุบันอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะธุรกิจ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการขององค์กรและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ การลงทุนในธุรกิจนี้ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดภายในประเทศ แต่ยังครอบคลุมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางหลักของธุรกิจศูนย์ข้อมูลในภูมิภาค

ปัจจุบัน ประเทศไทยและมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศหลักที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มากที่สุด เนื่องจากมีศักยภาพสูงในการให้บริการศูนย์ข้อมูลระดับสากล ขณะที่ไทยเองก็มีปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนในธุรกิจนี้ เช่น การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ การขยายตัวของธุรกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลขององค์กรต่างๆ

โดยองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังเร่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือ Digital Transformation ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการใช้ระบบคลาวด์ (Cloud Computing) และศูนย์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังมาแรงในไทย ทำให้ธุรกิจและภาครัฐต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่ และการประมวลผลที่ซับซ้อน

บีโอไอคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะได้รับข่าวดีเกี่ยวกับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลในเร็วๆ นี้หลังจากไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศเลือกไทยเป็นฐานการลงทุนศูนย์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และอยู่ระหว่างการวางแผนขยายธุรกิจ คาดจะมีการประกาศแผนลงทุนอย่างเป็นทางการ

⦁นักวิชาการ-เอกชนสะท้อนมุมมองการลงทุนไทย

สำหรับแผนการลงทุนที่ภาครัฐและบีโอไอได้เปิดออกมานั้น ในฝั่งของนักวิชาการอย่าง “สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง” ระบุเห็นด้วยและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตัดสินใจของรัฐและบีโอไอกับการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่เซลล์ 

แต่หัวใจหลักที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการเร่งการลงทุนแล้วนั้น ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถของบุคลากรเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการนำความรู้มาพัฒนาบุคลากรในประเทศน้อยไป โดยครั้งนี้เมื่อมีการนำแรงงานจากบริษัทแม่เข้ามาให้ไทยก็จะต้องมีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ดังนั้น ควรมีการส่งเสริมให้บุคลากรภายในประเทศพร้อมรองรับความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากรในประเทศต่อไป 

นอกจาก 2 อุตสาหกรรมแล้วนั้น รัฐควรที่จะต้องเริ่มการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจของไทย เช่น การนำมาปรับใช้พัฒนาด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลพัฒนาเป็นรูปธรรม

ในส่วนของภาคเอกชน “นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)” ระบุเห็นด้วยกับการลงทุนครั้งนี้เช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันจำนวนนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยยังถือว่าไม่ล้นและสามารถรับเพิ่มเข้ามาได้อีก และมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับผู้ผลิตรายเดิมในประเทศไทยอย่างแน่นอน และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่เซลล์ถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ดีที่ประเทศไทยจะดึงเข้ามาลงทุน 

แต่สิ่งที่อยากให้คำนึงเช่นกันคือ จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กัน อย่างไทยเมื่อมีการนำเข้ามาลงทุนก็จะต้องมีการส่งเสริมในการรับความรู้และเทคโนโลยีที่ได้จากบริษัทต่างชาติที่เข้ามา มาปรับใช้กับบุคลากรในประเทศ ซึ่งจะทำให้การลงทุนนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

จากความคิดเห็นจาก 2 ฝ่ายสะท้อนให้เห็นว่า ควรจะต้องมีการผลักดันขีดความสามารถของอุตสาหกรรมของไทยและบุคลากรไทยให้มากขึ้น แม้ว่าไทยจะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา แต่ไทยก็ต้องตื่นตัวโกยความรู้ให้ได้มากที่สุดในการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ 

โดยประเด็นการพัฒนาบุคลากรนั้น “นฤตม์” ยืนยันปัจจุบันบีโอไอกำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Local Supply Chain) โดยการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างนักลงทุนต่างชาติและผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายการผลิตในประเทศ และนำไปสู่การทำงานร่วมกัน 

ถือเป็นสิ่งที่บีโอไอกำลังผลักดันมากขึ้นเพื่อรองรับและกระตุ้นความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ที่จะสามารถก้าวสู่ระดับชั้นนำ และเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 

พร้อมพลิกการลงทุนไทย กระตุ้นจีดีพีให้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้