หน้าแรก เศรษฐกิจ ปกป้องประเทศไ...

ปกป้องประเทศไทยไม่ให้เป็น ‘ถังขยะโลก’

17.03.25 | 12:10 น.

 

ปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 ทีมตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ตรวจพบการลักลอบตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และการลักลอบนำเข้าและครอบครองของเสียซึ่งเป็นวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นจำนวนมาก

อาทิ กรณีของ บริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด จ.ปราจีนบุรี ที่พบการกระทำผิดกฎหมายที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงไปอีกหลายบุคคลในลักษณะการดำเนินการเป็นเครือข่ายตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายของเสียอันตรายอย่างผิดกฎหมาย เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste)
เศษพลาสติกปนเปื้อน หรือของเสียที่มีสารปนเปื้อนของตะกั่ว พลวง สารหนู ปรอท หรือเบริลเลียม เป็นต้น

รวมทั้งกรณีของโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกเถื่อนและอาคารโกดังเก็บเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ภายในที่เกิดเหตุพบกองเม็ดพลาสติกที่พร้อมส่งออกและกองปลอกเศษสายไฟและเศษสายไฟที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย บดย่อยแล้วกว่า 4,000 ตัน โดยเมื่อนำมาแปรรูปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกจะมีมูลค่าสูงถึง 170-200 ล้านบาท

Advertisement

การลักลอบประกอบกิจการของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมักใช้เครื่องจักรเก่า ไม่มีระบบบำบัดมลพิษที่มีประสิทธิภาพ มีการลักลอบทิ้งหรือลักลอบฝังกลบในพื้นที่ นำมาสู่คำถามที่สำคัญคือ ของเสียอันตรายต่างๆ เหล่านี้ นำเข้ามาสู่ประเทศไทยได้อย่างไร?

ปัจจุบันการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกของเสียอันตรายของประเทศไทยนั้น ดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) เป็นอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดนให้เกิดความปลอดภัยและ ส่งเสริมให้มีการจัดการของเสียอันตรายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันกว่า 187 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541 มีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็น “หน่วยงานผู้มีอำนาจ” (Competent Authority) ในการพิจารณาให้ความยินยอมล่วงหน้าก่อนการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านของเสียอันตรายของประเทศไทย

กล่าวคือ หากมีการเคลื่อนย้ายหรือขนส่งข้ามแดนของ ของเสียอันตราย โดยนำเข้ามาหรือส่งออกไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก “หน่วยงานผู้มีอำนาจ” จะถือเป็นการเคลื่อนย้ายข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ประเทศปลายทางจะผลักดันของเสียอันตรายดังกล่าวกลับไปยังประเทศต้นทาง ซึ่งประเทศไทยโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการตามกลไกของอนุสัญญาบาเซลโดยใช้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการควบคุมการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านของของเสียอันตราย

ต่อมาอนุสัญญาบาเซลได้มีการปรับแก้ไขบางส่วน ซึ่งประเทศไทยให้การยอมรับข้อแก้ไขดังกล่าว (Ban Amendment) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2566 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ห้ามนำเข้าของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล รายการของเสียอันตรายในภาคผนวกที่ 8 เช่น กากตะกอนจากการชุบโลหะ แบตเตอรี่ชนิดตะกั่ว-กรด กากจากกระบวนการผลิตสังกะสี เป็นต้น โดยห้ามนำเข้าจากกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) กลุ่มประชาคมยุโรป (EU) และราชรัฐลิกเตนสไตน์ เข้ามาในประเทศไทย (ประเทศสมาชิก OECD ปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ จากภูมิภาคยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา และเอเชียแปซิฟิก เช่น เยอรมนี อิตาลี แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น)

2.การแก้ไขภาคผนวกในส่วนที่เกี่ยวกับของเสียพลาสติก (Plastic Waste Amendment) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 และของเสียอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste Amendments) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ควบคุมการเคลื่อนย้ายของเศษพลาสติกและของเสียอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เป็นอันตราย ได้แก่ แผ่นซิลิกอน มอเตอร์ไฟฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟ ลวด และเคเบิล จะต้องมีการขอความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศปลายทางก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยออกกฎหมายห้ามนำเข้าเศษพลาสติก ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้เศษพลาสติกเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2567 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 และห้ามนำเข้าของเสียอิเล็กทรอนิกส์ ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2563 และห้ามมิให้โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานนำของเสียอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามาจากประเทศมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงาน ตามประกาศอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดชนิดและแหล่งกำเนิดวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในโรงงาน พ.ศ.2563

กล่าวโดยสรุปคือ การควบคุมการนำเข้าของเสียอันตรายรวมไปถึงขยะหรือเศษพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับขยะ หรือเป็น “ถังขยะโลก” ต้องอาศัยกลไกของอนุสัญญาบาเซลและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังพบโรงงานรับกำจัดของเสียหรือกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานลำดับที่ 101, 105, 106 และโรงงานลำดับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สายไฟ มอเตอร์ และเศษพลาสติก ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซล มาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบการ โดยไม่ได้ดำเนินการนำเข้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นการลักลอบนำเข้ามาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

มาถึงตรงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอนุสัญญาบาเซลก็ไม่อาจป้องกันการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายได้อย่างเบ็ดเสร็จ ปัจจัยสำคัญย่อมขึ้นอยู่กับการควบคุม กำกับ และการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่หน้าด่านซึ่งเป็นประตูทางเข้าของประเทศไทย

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเปิด “ปฏิบัติการตรวจสุดซอย”
ปูพรมตรวจกำกับดูแลโรงงานกลุ่มเสี่ยงสูงในพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรม เช่น จ.ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ เป็นต้น

โดยจะทำการตรวจเชิงลึกในทุกมิติ ประกอบด้วย

1) วัตถุดิบที่ใช้ต้องมีการขออนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้องตาม
อนุสัญญาบาเซลและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย

2) การติดตั้งเครื่องจักรและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต้องมีมาตรฐาน มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตอย่างครบถ้วน

3) มีการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษที่มีประสิทธิภาพและ
เพียงพอเหมาะสม

4) การบริหารจัดการสารเคมี วัตถุอันตราย และกากอุตสาหกรรมต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

5) การปฏิบัติงานต้องมีความปลอดภัยตามหลักอาชีวอนามัยของทั้งพนักงานและประชาชนโดยรอบโรงงาน อีกทั้งการประกอบการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายโรงงาน กฎหมายวัตถุอันตราย กฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น

โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ เช่น ระบบตรวจกำกับดูแลสถานประกอบการ หรือระบบ i-Auditor ระบบห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ (E-Report) และระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษ (Pollution Online Monitoring System)

หากตรวจพบการกระทำความผิด กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด และจะขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ!!