หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดเกมรัฐล้า...

เปิดเกมรัฐล้างอาถรรพ์ภาษีที่ดิน ผ่อนเกณฑ์สุดๆ ลดแรงต้านเกษตร-แลนด์ลอร์ด

27.03.17 | 16:03 น.

ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และเตรียมเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นความหวังของกลุ่มสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ น่าจะสำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากมีความพยายามจากรัฐบาลหลายยุคในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยสำเร็จ

แม้แต่ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอง ร่างกฎหมายฉบับนี้เกือบถูกพับไปในยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือที่เรียกติดปากว่า “หม่อมอุ๋ย” เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจ และมี นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น พยายามผลักดันแต่ถูกกระแสต่อต้านอย่างหนัก เพราะเนื้อหาของร่างกฎหมายมีวัตถุประสงค์เก็บรายได้จากที่ดินทุกแปลง บ้านทุกหลัง ธงสำคัญของการเก็บภาษีดังกล่าวคือการหารายได้เข้ารัฐ 1-2 แสนล้านบาท จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเบรกร่างกฎหมายไว้ก่อน

กระทั่งมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจ และมี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาสานต่อ สั่งปรับแก้กฎหมาย ผ่อนปรนการจัดเก็บภาษียกเว้นภาษีให้กับที่ดินเกษตรและบ้านอยู่อาศัยหลังหลัก รวมถึงยกเว้นที่ดินของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เป็นพิเศษ ทำให้กระแสต่อต้านเริ่มเบาบางลง เพราะธงสำคัญคือสร้างความเป็นธรรมในการถือครองทรัพย์สิน คนถือครองที่ดินมากต้องเสียภาษีมาก ส่วนเรื่องรายได้เข้ารัฐเป็นประเด็นรอง

ลุ้นกฎหมายบังคับใช้ปี 2562

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) รอบ 2 ไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ว่าเป็นร่างกฎหมายผ่านการพิจารณามาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากนี้จะเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่ากฎหมายจะผ่าน สนช.ปีนี้ และจะประกาศในราชกิจจานุเษกษาได้ในปี 2561 แต่กฎหมายไม่มีผลทันทีจะให้เวลาท้องถิ่นเตรียมตัว 1 ปี เพื่อเตรียมพร้อมกับการเก็บภาษี น่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562

Advertisement

นายอภิศักดิ์คาดหวังว่า กฎหมายนี้จะสำเร็จในรัฐบาลนี้ หลังจากที่ผ่านมากฎหมายถูกเสนอมาเกือบทุกรัฐบาล ร่างล่าสุดคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอย่างละเอียดทุกมาตรา ใช้เวลาถึง 8 เดือน มีการปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการปฏิบัติ และแบ่งอัตราจัดเก็บให้เหลือน้อยที่สุด กำหนดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 4 ประเภทคือ 1.ที่ดินเกษตร มีเพดานจัดเก็บ 0.2% 2.ที่อยู่อาศัย เพดานจัดเก็บ 0.5% 3.อื่นๆ เพดานจัดเก็บ 2% 4.ที่ดินเปล่าเพดานเริ่มต้น 2% แต่ถ้าไม่ใช้ประโยชน์ภาษีปรับขึ้นทุก 3 ปี เพิ่มปีละ 0.5% เพดานสูงสุด 5%

เปิดอัตราจัดเก็บต่ำกว่าเพดาน

ส่วนอัตราจัดเก็บจริง นายอภิศักดิ์กล่าวว่า จะต่ำกว่าเพดานมาก และมีการยกเว้นสำหรับที่ดินเกษตรและบ้านหลังหลัก หากมีมูลค่าไม่ถึง 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี สำหรับที่ดินเกษตรส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.05% ถือว่าน้อยมากทุก 1 ล้านบาท เสียภาษีเพียง 500 บาทเท่านั้น ส่วนบ้านอยู่อาศัยหลังหลัก หากเกินกว่า 50 ล้านบาท คิดอัตราภาษี 0.05% สำหรับบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป หากมีราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.03% เกินกว่า 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.05% ส่วนประเภทอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรม โรงงาน มูลค่าต่ำกว่า 20 ล้านบาท เสียภาษี 0.3% และปรับภาษีแบบขั้นบันไดตามมูลค่า หากมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท เสียภาษี 0.9% สูงสุดกว่า 3,000 ล้านบาท เสียภาษี 1.5%

“ที่ดินเสียภาษีแพงสุดคือที่ดินว่างเปล่า ขณะนี้กำหนดเพดานที่ดินว่างเปล่าไว้ 2% ถ้าไม่ใช้ประโยชน์จะถูกปรับภาษีขึ้นทุก 3 ปี เพิ่มปีละ 0.5% เพดานสูงสุดที่ 5% ถ้าจะเสียภาษีเต็มเพดานใช้เวลานานเป็นสิบปี ที่ดินประเภทนี้จะเก็บภาษีสูงกว่าประเภทอื่น เนื่องจากอยากให้ผู้ถือครองที่ดินนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามถ้าดูเวลาที่ให้ปรับตัว รัฐให้เวลานานพอสมควร หากให้เวลาน้อยเกินไป ที่ดินนำไปใช้ประโยชน์ทำง่ายๆ เช่น ปลูกกล้วย การให้เวลามากเพราะอยากเห็นที่ดินไปใช้ประโยชน์ที่ดีกว่า เป็นประโยชน์กับสังคมและชุมชนมากกว่า” นายอภิศักดิ์กล่าว

กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีมาตรการลดหย่อนภาษีไว้หลายประเภท เช่น โรงเรียนเอกชนเปิดช่องให้ลดหย่อนได้ถึง 90% ที่ดินสำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รอการพัฒนาเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ โดยนายอภิศักดิ์คาดหวังว่า กฎหมายภาษีที่ดินจะมีผลบังคับใช้ตามกำหนดเวลา เพราะกฎหมายดังกล่าว เป็นพื้นฐานสำหรับภาษีของท้องถิ่น ให้อำนาจท้องถิ่นเก็บภาษีและนำเงินไปพัฒนาท้องถิ่นเอง โดยประเมินว่าภาษีดังกล่าวทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาท จากขณะนี้เก็บได้เพียง 20,000 ล้านบาท หากเก็บภาษีมากขึ้นจะช่วยลดการนำเงินงบประมาณจากส่วนกลางไปช่วยเหลือ

กฤษฎีกาปรับแก้ 4 เรื่องใหญ่

ในการพิจารณากฎหมายดังกล่าวของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรับแก้เรื่องใหญ่ 3-4 เรื่อง เช่น แนวทางการประเมินภาษี หากมีการใช้ที่ดินหลายประเภทในแปลงเดียวกัน คิดจากภาษีตามการใช้งาน จากเดิมหากใช้พื้นที่ใดสัดส่วน 3 ใน 4 เสียภาษีตามการใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ เช่น พื้นที่เกษตร หากมีพื้นที่ 100 ไร่ ทำเกษตร 75 ไร่ ที่เหลือ 25 ไร่ ทำรีสอร์ต เดิม อาจเสียภาษีเป็นเกษตร แต่ของใหม่ เสียภาษีอัตราเกษตร 75 ไร่ อีก 25 ไร่ เสียภาษีเชิงพาณิชย์ สำหรับตึกแถวย่านสีลม เยาวราช เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่ค้าขาย เสียภาษีตามการใช้จริง เช่น ตึก 4 ชั้น อาศัย 3 ชั้น เสียภาษีที่อยู่อาศัย 3 ชั้น ค้าขาย 1 ชั้นเสียภาษี 1 ชั้น

สำหรับบ้านอยู่อาศัยเดิม การเสียภาษีมี 2 แบบ แบ่งเป็นบ้านหลังหลัก กับบ้านหลังที่สอง มีการแยกย่อยตั้งแต่บ้านราคา 5 ล้านบาทเป็นขั้นบันไดจนถึงบ้านราคา 100 ล้านบาท คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับใหม่เป็นอัตราเดียวกัน แต่บ้านหลังหลักยกเว้นในส่วนของ 50 ล้านบาทแรก

ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เดิมอยู่ในกลุ่มที่ดินอื่นๆ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าควรแยกประเภทออกมา ทำให้กฎหมายแบ่งประเภทที่ดินเป็น 4 ประเภท จากเดิมกำหนดเพียง 3 ประเภท แม้ที่ดินรกร้างว่างเปล่ามีอัตราเพดานที่สูงมาก แต่การจัดเก็บจริงคาดว่าจะอิงที่ดินประเภทอื่นๆ ดังนั้นอัตราจัดเก็บจริงเริ่มต้นของที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินอื่นๆ อยู่ในระดับเท่ากัน ถ้าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะปรับอัตราภาษีขึ้นทุก 3 ปี

นอกจากนี้คณะกรรมการกฤษฎีกายังเสนอให้ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยภาษี ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งระหว่างผู้เสียภาษีกับผู้เก็บภาษี หากประเมินไม่ถูกต้อง ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้กับผู้เสียภาษี จากขณะนี้กฎหมายปกติทั่วไปคืนแต่เงิน ไม่มีดอกเบี้ย

สนช.-เอกชนชูมือหนุน

เท่าที่ฟังเสียงจากกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หลังกฎหมายผ่าน ครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ออกมาในแนวสนับสนุนมากกว่าคัดค้าน โดยเฉพาะจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า วันที่ 27 มีนาคมนี้ วิปรัฐบาลและวิป สนช.จะพิจารณามติ ครม. เพื่อเตรียมบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม สนช. ส่วนจะพิจารณา 3 วาระรวดหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอดูรายละเอียดของเนื้อหากฎหมายก่อนว่า สนช.ต้องปรับแก้เรื่องใดบ้างหรือไม่ ซึ่ง สนช.พร้อมจะรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐบาล และผู้ที่ได้รับผลกระทบ คาดว่ากฎหมายจะผ่านความเห็นชอบจากที่ ประชุม สนช.ไม่เกินเดือนกันยายนนี้

ด้าน นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ร่างกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล่าสุด รับฟังข้อเสนอเอกชนทั้งในเรื่องบ้านราคา 50 ล้านบาท รวมถึงเรื่องที่ดินส่วนกลางบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ไม่อยากให้เก็บภาษีที่ดินรอการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ หากคิดราคาเท่ากับที่ดินรกร้าง สร้างภาระให้ผู้ประกอบการมาก ซึ่งรัฐบาลรับปากว่าจะลดหย่อนภาษีให้ด้วยการออกเป็นกฎหมายลูกในภายหลัง ดังนั้นคาดว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์คงจะไม่คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ในชั้นของกรรมาธิการ (กมธ.)

นายอิสระกล่าวถึงการเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่ามีอัตราสูงมากกว่าที่ดินประเภทอื่นว่า ไม่ได้กังวล เพราะมีเวลาให้ปรับตัวถึง 3 ปี และก่อนหน้านี้ระหว่างร่างกฎหมายกว่า 2 ปี ก็ทราบกันล่วงหน้าแล้วว่าจะเก็บภาษี ทำให้ผู้ประกอบการรับรู้ในเรื่องภาษีที่ดินว่างเปล่ามาพอสมควร ตรงนี้อาจเป็นผลดีกับผู้ประกอบการ เพราะผู้ถือครองที่ดินเปล่าไว้มากๆ อาจนำที่ดินออกมาขายมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเลือกซื้อที่ดินได้มากขึ้น

ด้าน นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า การผ่อนปรนภาษีข้างต้นช่วยลดแรงต่อต้านร่างกฎหมายพอสมควร แม้แต่เรื่องที่ดินรกร้างว่างเปล่า กำหนดเวลาปรับภาษีขึ้นทุก 3 ปี ช่วยลดแรงต่อต้านจากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมาก (แลนด์ลอร์ด)

สำหรับเสียงวิจารณ์แง่ลบ อย่าง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตจุดอ่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 6 ข้อ คือ 1.การยกเว้นที่ดินเกษตรหรือบ้านหลังแรกแค่ 50 ล้านบาท ทำให้แปลงที่ 2 ถูกเก็บภาษีเต็มที่ 2.เอสเอ็มอีไม่มีที่ดิน โดนค่าเช่าหนัก 3.ภาษีใหม่ไม่เอื้อการจัดผังเมือง 4.ไม่เอื้อ โซนนิ่งการเกษตร 6.ซิงเกิลแมปยังไม่เสร็จ แผนที่แบ่งเขตป่า เขตอุทยาน ส.ป.ก. ที่เอกชนยังทับซ้อน ไม่เป็นแผนที่เดียวกัน จะมีปัญหาตอนเก็บภาษีจริง

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ของรัฐบาล คสช.เดินมาเกือบสุดทางเดิน ยังเหลือขั้นตอนผ่าน สนช. เพื่อประกาศในราชกิจจานุเษกษา กฎหมายถึงจะมีผลบังคับใช้ได้จริง ดังนั้นยังต้องลุ้นต่อให้กฎหมายบังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้ หากปล่อยให้รัฐบาลชุดใหม่มาสานต่อ มีแนวโน้มที่กฎหมายอาจถูกดองไว้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขนาดรัฐบาลชุดนี้พยายามผลักดันมาเกือบ 3 ปี สถานะล่าสุดยังแค่เกือบสำเร็จ…ตามลุ้นต่อ