ทางรอดอุตฯยานยนต์ไทย หันผลิตรถไฟแทน หวังคงธุรกิจ – จ้างงานในประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจ
ด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนมีศักยภาพระดับโลก แม้ปัจจุบันสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะไม่สู้ดีนัก
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยายนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปีนี้ 1.5 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ยอดผลิตสุทธิอยู่ที่ 1,468,997 คัน
ตัวเลขแทบไม่เติบโต เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน และยังต้องรับมือกับการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี)
โดยเฉพาะปัจจัยลบในประเทศที่เผชิญ
1.ความเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพราะมาตรการการปล่อยสินเชื่อแบบรับผิดชอบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
2.สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนอาจจะไม่รุนแรงซึ่งจะทำให้การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนมายังประเทศไทยชะลอตัวลงได้เพราะประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาซึ่งจะส่งผลกระทบการจ้างงานในประเทศไทย
3.หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงอาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ขณะที่ปัจจัยลบในตลาดโลกที่เผชิญ
1.ความชัดเจนในมาตรการด้านการค้าและอื่น ๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะขึ้นภาษีากรนำเข้าอีกมากน้อยแค่ไหน
2.คู่แข่งในประเทศคู่ค้ามีมากขึ้น
3.ประเทศคู่ค้ามีการผลิตรถกระบะซึ่งอาจลดคำสั่งซื้อและอาจส่งออกแทนประเทศไทยจากการผลิตรถกระบะลดลง
4.ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคต่าง ๆ อาจขยายเพิ่มขึ้นทั้งภูมิภาคเดิมและภูมิภาคใหม่
5.มาตรการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ของประเทศคู่ค้าที่ทำให้รถยนต์บางรุ่นนำเข้าไม่ได้
เมื่อเกมอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยน “การปรับตัว” จึงจำเป็น
ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ระบุ สถาบันยานยนต์ได้ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์กรมหาชน) จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกันระหว่างทั้งสองหน่วยงานในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย
เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรางครั้งใหญ่ในรอบหลาย ทศวรรษไม่ว่าจะเป็นเป็นการขยายเส้นทางโครงข่ายและ การเพิ่มเส้นทางรางคู่ขนาด 1 เมตร การพัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงและการพัฒนาระบบไฟฟ้ารางเบาในจังหวัดหัวเมือง โดยโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในอนาคต
โดยมีวัตถุประสงค์หลักร่วมกันดังนี้
1. สร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบรางเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ภายในประเทศ
2. ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างสองหน่วยงาน โดยเฉพาะกรอบและวิธีการ ทำงานเครื่องมือที่ใช้สนับสนุนพัฒนาเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ
3. พัฒนาศักยภาพและทักษะของบุคลากรจากการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง
4. จัดทำมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองชิ้นส่วนอุปกรณ์และระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการขับเคลื่อน
5. ประเมินศักยภาพและพัฒนาผู้ประกอบการให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการผลิตรถรถไฟในประเทศไทย

ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุเพิ่มเติม การส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตรถไฟภายในประเทศ นอกจากจะส่งผลดีต่อการคมนาคมขนส่งแล้ว ยังมีผลต่ออุตสาหกรรมเดิมในประเทศ
เนื่องจากในปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยนั้น กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์จากการใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ที่กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องรับมือกับการดิสรัปชั่นที่เกิดขึ้น สู่การปรับตัวของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเพื่อรองรับการเติบโตของการขนส่งทางรางของประเทศ
ดังนั้น การมีทางเลือกอื่นจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยความพร้อมและความสามารถในการผลิต เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย จะสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจ ทำให้ยังคงสถานะธุรกิจและการจ้างงานในประเทศ และยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศมีศักยภาพผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนรถไฟไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตระบบรางในประเทศ จึงก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในหลายมิติอีกด้วย
“ครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์กรมหาชน) กับ สถาบันยานยนต์ จะเข้ามาพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมระบบราง โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร นักวิชาการ จากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันสนับสนุนต่อไป”ดร.เกรียงศักดิ์เน้นย้ำ

