กรมพัฒนาธุรกิจ ลุยพัฒนาเอสเอ็มอี 1.5 หมื่นราย หนุนสร้าง ‘ชุมชนยอดนิยม’ ปั๊มเงินเข้าเศรษฐกิจท้องถิ่น 2.1 พันล้าน
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงนำคณะผู้บริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้าลงพื้นที่ จ.สระบุรี และ จ.นครราชสีมา วันที่ 21-23 มีนาคม เพื่อพบปะผู้ประกอบการชุมชนสาขาต่างๆ เช่น ธุรกิจ ESG ธุรกิจ Wellness ธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจเป้าหมายที่กรมให้การสนับสนุนส่งเสริม และมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการลงพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการชุมชนเป็นแนวทางการบริหารงานภาครัฐที่กระทรวงพาณิชย์ และรองรับนโยบาย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กรมเร่งสร้างความเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของผู้ประกอบการท้องถิ่นในทุกมิติ โดยใช้กระบวนการประชาคมแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อได้มาซึ่งปัญหาและความต้องการจากภาคธุรกิจแต่ละพื้นที่ ผ่านกลไกการจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจที่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาประเทศ มีความสอดคล้องในทุกระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับโอกาสและศักยภาพของผู้ประกอบการแต่ละพื้นที่จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเติบโตในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องมองหาการเติบโตรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทการค้าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเติบโตและปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่จะเป็นการเติบโตแบบยั่งยืนและมีฐานทางธุรกิจที่กว้างขวางมากขึ้น
“โดยเฉพาะการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชน ปัจจุบันประชากรกว่า 70% อยู่นอกพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งธุรกิจมีการกระจายตัวอยู่นอกพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลด้วยเช่นกัน การผลักดันให้เศรษฐกิจชุมชนมีการเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นนิยมระดับประเทศ จำเป็นต้องสร้างเอกลักษณ์และจุดเด่นสินค้าและบริการแต่ละพื้นที่ให้มีความแตกต่าง รวมถึงต้องแข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่สินค้าและบริการมีมูลค่าสูง” นางอรมนกล่าว

นางอรมนกล่าวอีกว่า กรมได้กำหนดแผนปฏิบัติงานเพื่อให้สอดรับกับการยกระดับผู้ประกอบการชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจท้องถิ่นนิยมผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.สร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการและการใช้เทคโนโลยี 2.พัฒนาสู่มาตรฐานการบริหารจัดการที่ดีเทียบเท่าระดับสากล และ 3.สร้างโอกาสทางการตลาดและขยายเครือข่ายทางธุรกิจ
“ปี 2568 กรมตั้งเป้าหมายในการพัฒนาผู้ประกอบการ 15,000 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,100 ล้านบาท” นางอรมนกล่าว
สำหรับการกำหนดธุรกิจเป้าหมายและแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ SME ของไทยที่สำคัญ เช่น
1.สร้างโอกาสทางการตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ ปัจจุบันที่มีธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย 663 กิจการ (80,866 สาขา) ในจำนวนนี้ผ่านการพัฒนาจากกรม 545 กิจการ (60,689 สาขา) โดยมีเป้าหมายพัฒนา 750 ราย
2.สร้างศักยภาพธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ไทย ปัจจุบัน มีธุรกิจโลจิสติกส์ 35,668 ราย เป้ายกระดับมาตรฐานผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ด้วย ISO 9001 รวม 600 ราย
3.ส่งเสริมร้านอาหารไทยให้ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในประเทศไทย 496 ร้าน ที่ได้รับความนิยม อาทิ กรุงเทพ เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา กระบี่นนทบุรี ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี เป้าหมายรวม 300 ราย

4.ส่งเสริมธุรกิจบริการสุขภาพและความงาม และธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เป้าหมายรวม 200 ราย
5.ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก (โชห่วย) ปัจจุบันมีนิติบุคคลธุรกิจค้าส่งค้าปลีก 22,935 ราย โดยพัฒนาเป็นห้างท้องถิ่นต้นแบบ สมาร์ทโชห่วย เป้าหมาย 2,700 ราย
6.ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นจัดอบรมหลักสูตรด้าน Digital Marketing เป้าหมาย 5,950 ราย พัฒนาชุมชนออนไลน์ต้นแบบ เป้าหมาย 20 ชุมชน 4 ภูมิภาค
7.เสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรภาคเอกชนทางธุรกิจ
7.1 MOC Biz Club ปัจจุบันมีสมาชิก MOC Biz Club 14,808 ราย โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club โดย ส่งเสริมการขยายให้ครบ 77 จังหวัดภายในปี 2570 สร้างโอกาสทางการค้าและต่อยอดธุรกิจระหว่างสมาคมการค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป้าหมายรวม 400 ราย
8.แหล่งเรียนรู้เพื่อ SME (e-learning) ปัจจุบันได้เปิดให้ผู้ประกอบการ SME เข้าเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการบริหารจัดการธุรกิจผ่าน dbdacademy.dbd.go.th โดยปี 2568 จะเพิ่มเป็น 4 หลักสูตร 41 วิชา ปัจจุบัน
9.ธุรกิจครอบครัว (Family Business) เพื่อสร้างธุรกิจครอบครัวของไทยให้มีความเข้มแข็ง ทายาทธุรกิจมีความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ เน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และช่วยผลักดันให้ธุรกิจครอบครัวสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
10.ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ SME เข้าถึงแหล่งทุน โดยใช้ไม้ยืนต้นและธุรกิจร้านอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck) เป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
11.พัฒนาศักยภาพตลาดธุรกิจชุมชนด้วยหลักการ Smart Local เป็นการยกระดับสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีความโดดเด่น มีรสนิยม เสริมสร้างทักษะความเป็นผู้ประกอบการ พร้อมปรับตัวรับสถานการณ์การค้า เพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน
โดยปีนี้เป้าพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนรวม 362 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 118 ล้านบาท

