หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘วิทยุการบิน’...

‘วิทยุการบิน’ยึดโมเดล‘ฟุกุโอกะ’ ปั้น‘ไทย’ฮับการบินภูมิภาค

23.03.25 | 12:29 น.

‘วิทยุการบิน’ยึดโมเดล‘ฟุกุโอกะ’
ปั้น‘ไทย’ฮับการบินภูมิภาค

ด้วยศักยภาพ จุดที่ตั้งของประเทศไทย ทำให้ “รัฐบาล” ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตได้มากกว่าเดิม หลังโควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวของไทยได้มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

สะท้อนจากเป้าหมายในปี 2568 ที่รัฐบาลคาดการณ์จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามายังประเทศไทยอยู่ที่ 39-40 ล้านคน และสร้างรายได้ทะยาน 3-3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถือเป็นหัวใจสำคัญในการพลิกฟื้น หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

ดังนั้น การลงทุน เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะเป็นอีกแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุน หรือนักท่องเที่ยวเข้ามามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะท่าอากาศยาน หรือสนามบินต่างๆ ซึ่งถือเป็นประตูบานแรก
ที่เปิดรับคนเข้าสู่ประเทศไทย

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา “กระทรวงคมนาคม” ซึ่งมีหน้าที่หลักในด้านการพัฒนาและกำกับดูแลการคมนาคมขนส่งของประเทศ นำโดย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ได้จัดคณะบินลัดฟ้า ศึกษาดูงานการเดินทางทางอากาศที่“สนามบินฟุกุโอกะ” ซึ่งเป็นสนามบินหลักของภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเร่งขยายความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และปูทางนำประเทศไทยสู่การเป็นฮับของภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบ

Advertisement

โดย “บวท.” เตรียมนำโมเดลของ “สนามบินฟุกุโอกะ” มาเป็นต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินของสนามบินหลักของประเทศไทย นำร่อง “สนามบินภูเก็ต” เป็นแห่งแรก เนื่องจากเป็นสนามบินที่มีเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ รองจาก “สนามบินสุวรรณภูมิ” และ “สนามบินดอนเมือง” เนื่องจาก “สนามบินฟุกุโอกะ” มีกายภาพใกล้เคียงกับสนามบินของประเทศไทย ถือว่าเป็นคู่เทียบและแบบอย่างในด้านวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Benchmark ได้

“มนพร เจริญศรี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้วิทยุการบินฯศึกษาแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity) ด้านการบินของประเทศ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบิน 1.2 ล้านเที่ยวบินในปี 2568 และรองรับปริมาณเที่ยวบิน 2 ล้านเที่ยวบินในปี 2580 โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ และการเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ขับเคลื่อนไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม

“อุตสาหกรรมการบินเติบโตอย่างรวดเร็ว หน่วยงานด้านการบินจำเป็นต้องเร่งพัฒนายกระดับเทคโนโลยีให้สูงยิ่งขึ้นทันกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ จึงได้มอบนโยบายให้วิทยุการบินฯดำเนินการหาแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและด้านการพัฒนาบุคลากรกับพันธมิตรประเทศต่างๆ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน ทำให้การพัฒนาด้านการบินดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและจะส่งผลดีต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินระดับภูมิภาค” มนพรกล่าว

“มนพร” ระบุว่า ปัจจุบันปริมาณเที่ยวบินจากฟุกุโอกะมายังสนามบินในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง โดยมี 3 สายการบินซึ่งมีตารางการบินล่วงหน้า สำหรับเที่ยวบินขนส่งสินค้าและเที่ยวบินรับ-ส่งผู้โดยสาร ได้แก่ การบินไทย ไทยแอร์เอเชีย และไทยเวียตเจ็ท โดยประเทศไทยได้เตรียมขยายตลาดทางการบินรองรับนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น ดังนั้น วิทยุการบินฯจำเป็นต้องศึกษาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มศักยภาพและยกระดับการให้บริการการเดินอากาศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างประโยชน์และสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคต่อไป

ขณะที่ “พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์” ประธานคณะกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า ปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศในช่วง 4 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567-มกราคม 2568 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 165,474 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่น มีปริมาณเที่ยวบินรวม 7,588 เที่ยวบินคิดเป็น 5% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด

โดยประเทศญี่ปุ่นอยู่อันดับที่ 7 ที่ทำการบินเข้า/ออกประเทศไทยสูงสุด ณ ปัจจุบัน ทำการบินเฉลี่ยประมาณวันละ 62 เที่ยวบิน สำหรับสถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างไทย-ฟุกุโอกะ ทำการบินเฉลี่ยวันละ 6 เที่ยวบิน คิดเป็น 10% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่นทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะนี้มีหลายสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินไปยังเมืองฟุกุโอกะ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการในการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

สำหรับการศึกษาดูงานในครั้งนี้ “พิเชฐ” อธิบายว่า เนื่องจากสนามบินฟุกุโอกะมีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศญี่ปุ่น ทางวิทยุการบินฯจะนำรูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งลักษณะการบริหารจัดการห้วงอากาศ การบริหารจัดการลักษณะทางกายภาพของสนามบิน อาทิ ทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดอากาศยาน อาคารผู้โดยสาร และการบริหารจัดการการใช้งานทางวิ่งของสนามบิน
ฟุกุโอกะ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขรูปแบบ และแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศของสนามบินภูเก็ตและสนามบินภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงการวิเคราะห์หาค่าขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินเพื่อให้สนามบินภูเก็ตและสนามบินภูมิภาคอื่นๆ สามารถเพิ่มความสามารถในการรองรับของเที่ยวบินได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ด้าน “ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาแนวทาง วิธีการบริหารจัดการ และข้อจำกัดด้านต่างๆ ของสนามบิน
ฟุกุโอกะเปรียบเทียบกับสนามบินภูเก็ต พบว่า แนวทางการเพิ่มความสามารถในการรองรับเที่ยวบินของสนามบินภูเก็ตนั้นจะต้องพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ ต้องเลือกใช้ทางวิ่งขึ้น-ลงที่เหมาะสม และในการให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศ โดยวิทยุการบินฯได้ดำเนินโครงการ High Intensity Runway Operation (HIRO) ที่สนามบินภูเก็ต เพื่อลดระยะการครองทางวิ่ง ทำให้การจัดระยะห่างลดลง จะทำให้สามารถรองรับเที่ยวบินได้เพิ่มขึ้น

2.ด้านลักษณะทางกายภาพของสนามบิน ต้องพิจารณาลักษณะทางกายภาพของ Rapid Exit Taxiway (RET) ให้มีระยะทางที่เหมาะสม และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้อากาศยานใช้ระยะเวลาในการครองทางวิ่งน้อยลง สามารถลดระยะห่างของอากาศยานลดลง และสามารถรองรับเที่ยวบินได้มากขึ้น และ 3.ด้านกระบวนการตัดสินใจร่วมกันของผู้ใช้งาน ผู้ให้บริการ และผู้ดำเนินงานสนามบิน และการบูรณาการร่วมกับระบบบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการในภาพรวมของสนามบินเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“วิทยุการบินฯยังมีแผนในการนําระบบติดตามอากาศยานภาคพื้น รวมทั้งระบบ Digital Tower หรือระบบหอบังคับการบินอัจฉริยะ มาใช้ในการจัดการจราจรทางอากาศ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่สนามบินได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินของสนามบินภูเก็ตให้ได้ 35 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ภายในปี 2568 นี้” ณพศิษฏ์กล่าว

พร้อมอัพเดตเพิ่มเติมว่า ขณะนี้วิทยุการบินฯอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางการใช้งานระบบ Digital Tower ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ ช่วยให้
เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศสามารถมองเห็นภาพที่สมจริงและครอบคลุมของพื้นที่สนามบิน แก้ปัญหาจุดอับสายตา ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เพิ่มระดับความปลอดภัยการใช้งานทางวิ่ง ทางขับ เพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ ทำให้สามารถรองรับเที่ยวบินได้เพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถพัฒนารองรับการขยายสนามบินในอนาคตแบบไม่ต้องสร้างหอควบคุมการจราจรทางอากาศใหม่เพิ่ม รวมถึงพัฒนาเป็นห้องฝึกปฏิบัติจำลอง เพื่อใช้ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศได้

ในระยะแรกมีแผนนำเทคโนโลยี Digital Tower เข้าใช้งานในสนามบินที่มีความหนาแน่นสูง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และสมุย ภายในปี 2569 จากนั้นในระยะถัดไปจะเป็นการนำเข้าใช้งานสำหรับสนามบินที่มีปริมาณการจราจรทางอากาศน้อย ในลักษณะ Remote Tower เพื่อช่วยลดภาระในการส่งเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศไปประจำที่ท่าอากาศยานนราธิวาสและเบตง คาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2570 อย่างแน่นอน” ณพศิษฏ์กล่าวทิ้งท้าย