ค่าไฟงวดพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ที่เสนอโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
คำนวณค่าเอฟทีอยู่ที่ 16.39 สตางค์ต่อหน่วย แต่มีปัจจัยต้องจ่ายคืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รวม 8.7 หมื่นล้านบาท มารวมในค่าไฟ ทั้งจ่ายจบงวดเดียว จ่ายเฉพาะก้อนใหญ่ และแบ่งจ่ายส่วนหนึ่ง ค่าไฟ
จึงอยู่ระดับ ระดับ 4.15-5.16 บาทต่อหน่วย
เชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้า 60% คือก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบันเน้นจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาจร (LNG Spot) มากกว่าช่วงต้นปี ขณะที่ LNG Spot ราคาเพิ่มขึ้นตามความต้องการโลก ส่วนก๊าซถูกในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง
สมการแก้ปัญหาค่าไฟแพงจึงอยู่ที่ก๊าซอ่าวไทย แต่การเพิ่มสัดส่วนก๊าซอ่าวไทย เพื่อลดการใช้ก๊าซนำเข้าราคาแพงกว่าจากต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการดำเนินงาน แต่ก็ไม่ควรมองข้ามโดยไม่ทำอะไรเลย
ทางออกในการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซในประเทศ เคยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสรุปไว้ 3 เรื่องสำคัญคือ 1.การเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตเพิ่มเติม 2.การบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่ใกล้จะสิ้นสุดสัญญา และ 3.การเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในอ่าวไทย (Overlapping Claims Area : OCA) ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา
โดยเฉพาะเรื่องของการเจรจาพื้นที่ OCA ในอ่าวไทยบริเวณแอ่งธรณีวิทยา Pattani Basin คาดการณ์ว่ามีศักยภาพจะพบแหล่งก๊าซธรรมชาติและแหล่งน้ำมันดิบจำนวนมาก
คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย เคยให้มุมมองแก้สมการค่าไฟแพงว่า “ราคาก๊าซที่ขุดพบในประเทศมีสูตรราคาระยะยาว ที่อ้างอิงกับราคาน้ำมันเตาและขยับราคาช้ากว่าการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบ จึงเป็นราคาที่เหมาะสมและยอมรับได้มากกว่าราคาตลาดจรของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Spot) ซึ่งในช่วงปลายปี 2565 หลังรัสเซียบุกยูเครน ราคา LNG ถีบตัวแพงขึ้นมาก กระทบค่าไฟแพงขึ้น
ฉะนั้น พื้นที่ OCA จึงเป็นทั้งโอกาสและความจำเป็นที่ไทยควรเร่งเจรจาหาข้อยุติกับกัมพูชา เพื่อให้เกิดการแสวงหาและพัฒนาทรัพยากรก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ต่อเนื่องไปอีกในราคาที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดการหยุดชะงัก (Disruption) ต่อการผลิตไฟฟ้าและ LPG ของประเทศ”
น่าจะถึงเวลาแล้วที่ไทยจะเดินหน้าเจรจาพื้นที่ OCA ให้สำเร็จ เพื่อจัดหาพลังงานในประเทศเพิ่มขึ้น ช่วยต้นทุนค่าไฟลดลง และทำให้พลังงานไทยมั่นคงระยะยาว
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

