หน้าแรก เศรษฐกิจ ประธานสภาพัฒน...

ประธานสภาพัฒน์ กังวลผู้สูงอายุไทยไร้เงินออม – ศก.ไทยขยายตัวช้าลง

26.03.25 | 13:38 น.

ประธานสภาพัฒน์ กังวลผู้สูงอายุไทยไร้เงินออม – ศก.ไทยขยายตัวช้าลง

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “NEXT MOVE Thailand” ในงานสัมมนา “Prachachat Forum : NEXT MOVE Thailand 2025” จัดโดยประชาชาติธุรกิจว่า ประเทศไทยเผชิญโจทย์ท้าทาย คือ เศรษฐกิจเติบโตช้า สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคเกษตรที่ผลผลิตต่ำ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานและพลังงาน ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องลงทุนเพื่อวัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และล่าสุดทรัมป์ 2.0 โดยวันที่ 2 เมษายน 2568 หรือในอีก 7 วันข้างหน้า รัฐบาลสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี จะประกาศเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) จากประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย

โจทย์ประเทศไทยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขคือ ปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ช้าลงไปเรื่อยๆ และปัญหาระยะยาวคือปัญหาเรื่องอุปทาน ศักยภาพด้านการผลิตของไทยจะขยายไปได้อย่างไร และปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะตอนนี้คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอยู่ 12.5 ล้านคน และมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีงานทำ ในกลุ่มนี้ 45% ไม่มีเงินออมเลย ที่เหลือ 55% มีเเงินออมเฉลี่ยไม่ถึง 1 แสนบาท คนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 18 ล้านคน ในอีก 15 ปีข้างหน้า จึงเป็นอีกความกังวลหนึ่งของประเทศไทย

ผลของงานวิจัยระบุว่า การจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มาจากการขยายตัวของภาคแรงงานประมาณ 15-30% การลงทุนประมาณ 20-35% แต่ที่น่าสนใจส่วนที่เหลืออีก 40-60% ตรงนี้คือเรื่องเทคโนโลยี จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศไทยต้องไปมุ่งมั่นเร่งพัฒนาคุณภาพของคนและเทคโนโลยี และต้องเผชิญปัญหาความท้าทายอย่างมากจากปริมาณแรงงานที่ลดลง

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทย นอกจากการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์แล้ว ต้องยอมรับว่าในทางเศรษฐกิจต้องลงทุนเทคโนโลยีทางการเกษตรด้วย เพราะอย่างที่ทราบว่าผลผลิตประมาณ 8.6% ของจีดีพีใช้แรงงาน 30% ใช้ที่ดิน 45% ของที่ดินทั้งหมด และใช้น้ำเกือบ 70% ของทรัพยากรน้ำทั้งหมด แต่ได้ผลผลิตแค่ 8.6% เท่านั้น

Advertisement

“ปัจจุบันการแข่งขันการเกษตรไทยมีศักยภาพในเชิงเปรียบเทียบในด้านอาหารและสินค้าเกษตร ดังนั้นต้องเร่งต่อยอด เพราะถ้าไปแข่งภาคอุตสาหกรรมคงยาก นอกจากภาคเกษตรแล้วไทยยังสามารถแข่งขันด้านภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพได้ (Medical Tourism) จึงต้องมุ่งทำอย่างต่อเนื่อง“ นายศุภวุฒิ กล่าว