“สันติธาร”เตือนไทยรับมือสงครามเอไอ ยึด 4 คำรับมือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

26.03.25 | 17:18 น.

“สันติธาร”เตือนไทยรับมือสงครามเอไอ ยึด 4 คำรับมือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

นายสันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวในการเสวนาพิเศษ โลกป่วน เกมเปลี่ยน งานสัมมนา PRACHACHAT FORUM 2025 – NEXT MOVE Thailand 2025 ว่า นโยบายโดนัล ทรัมป์ ยุค 1.0 และ ทรัมป์ 2.0 ต่างกันพอสมควร โดยมี 3T ที่คล่องข้างรุนแรง ประกอบด้วย

1.Tariffs หรือกำแพงภาษี ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่ขู่หรือต่อลองเท่านั้น แต่เป็นกระสุนเครื่องมือที่ทรัมป์ชอบใช้ เพื่อต้องการที่จะลดการเกินดุลของการค้าประเทศอื่นกับสหรัฐฯ ดึงอุตสาหกรรมกลับมาและปกป้องคนบางกลุ่ม ร่วมถึงการทำลายอุตสาหกรรมที่คิดว่าสำคัญ เช่น ยานยนต์ที่จะกระทบไทยอย่างแน่นอน และคนที่ไม่ชอบหน้าก็จะโดนบวกภาษีเพิ่มอีก เป็นไปได้ว่าทรัมป์จะไม่ดูแค่กำแพงภาษีคุณใส่ฉันเท่าไหร่ แต่จะดูว่าแวตที่เก็บ หรือมาตรการมีการบวกด้วยหรือไม่

2.Transactional แม้เป็นเพื่อนกันไม่ได้แปลว่ารอด เมื่อสมัย โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มี คอนเซปต์ ว่า friend touring เพื่อนกัน เรารอด แต่ถ้าเป็นศัตรูกัน เราโดน ซึ่งวันนี้เพื่อนก็ไม่ได้รอด

3.Triumph เป็นสิ่งที่ต้องตีโจทย์กันดีๆ ว่าความสำเร็จของทรัมป์คืออะไร ถามว่า 4 ปีหลังจากนี้ เขาอยากเห็นโลกไปทางไหน ภาพนี้ก็น่าสนใจ ซึ่งเป็นภาพที่ตัดแบ่งกันระหว่างผู้นํารัสเซีย จีน อเมริกา คนละส่วนหรือเปล่า โดยทรัมป์ต้องการมีอํานาจทางเศรษฐกิจ แต่บางครั้งการเป็นผู้ชนะอาจจะไม่แปลว่าชีวิตดีขึ้น ทรัมป์จะบอกว่านี่คือชัยชนะ แต่ปรากฏว่าคนในอเมริกาชีวิตแย่ลงแต่รู้สึกชนะ อันนี้เราต้องตีโจทย์ให้แตก ขณะที่มีคนถามว่าการมาของนโยบายของทรัมป์ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมายิ่งใหญ่ของอเมริกา หรือจะเป็นการเริ่มต้นของจุดจบที่ผู้นำอเมริกาจะถดถอยลงไป

Advertisement

นายสันติธาร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ สงครามเอไอ จะทำให้ยุคของเอไอมาถึงเราเร็วขึ้น การมาของ Deepseek เปลี่ยนโลกได้ค่อนข้างเยอะ เช่น สหรัฐกับจีน จากเดิมที่สหรัฐนำจีนได้ แต่ปัจจุบันจีนเริ่มนำสหรัฐขึ้นได้ รวมถึงเรื่องของราคาถูกกับแพง สิ่งที่ตามมาคือคนอาจจะเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอเร็วขึ้น และมาถึงเราได้เร็วมากขึ้น

นอกจากนี้เรื่องโลกาภิวัตน์มองว่าจะเข้าสู่การผลัดใบ แปลว่าจะมีโอกาสใหม่ขึ้นมากที่จะเชื่อมต่อกันของโลกและทำให้พรมแดนจางลง แต่ก่อนเรื่องนี้จะเชื่อมกันจากสินค้า แต่ปัจจุบันมีเรื่องของภาคบริการ การเดินทางท่องเที่ยวหลากหลายขึ้น ไทยก็ไม่มีจีนเพียงอย่างเดียว ขณะที่มิติของดิจิทัล เดต้า ที่บอกโลกนี้โลกาภิวัตน์น้อยแต่หมูเด้งของไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก

“สิ่งที่สหรัฐไม่ชอบคือสินค้าจะทะลักเข้ามาในประเทศเขา, เขาไม่ชอบทุนที่ไม่ดีเข้ามาในประเทศเขา, เขาไม่ชอบ Immigration คนที่เข้ามาในประเทศเขา ซึ่งทั้ง 3 อย่างไทยจะต้องเจอมากขึ้น ดังนั้นเราต้องคิดให้ดีว่าเราจะหาประโยชน์ด้านสว่างของโลกาภิวัฒน์อย่างไร”นายสันติธารกล่าว

นายสันติธาร กล่าวว่า หากพูดถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เป็นความไม่แน่นอนหรือความผันผวน แต่หากมองในเชิงธุรกิจ สิ่งที่ต้องเข้าใจคือภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น แปลว่าการแข่งขันเข้มข้นขึ้นเช่นกัน สิ่งที่ต้องแก้ไขมองว่ามี 4 คำ คือคำว่า “ยืน สร้าง กว้าง ไกล” อธิบายได้ว่า 1. ยืน เราต้องหาจุดยืนให้ถูกที่แม้มีสิ่งที่เราเคยเป็นที่ 1 ของวงการ ปัจจุบันเราอาจจะไม่รอดก็ได้ถ้ายืนผิดที่ อยู่ผิดอุตสาหกรรมเราก็แพ้ได้เสมอ ต้องดูด้วยว่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจ upside มีมากแค่ไหนและจีนทำได้หรือไม่

2. สร้าง หากยืนถูกที่แล้ว เราจะสร้างมูลค่าได้หรือไม่ หรือเราเป็นแค่ทางผ่าน เราต้องเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่การผลิตนั้นด้วย

3. กว้าง หากโลก แบ่งเป็น 3 ส่วน เรานึกถึงสหรัฐกับจีน แต่ได้นึกถึงประเทศอื่นๆด้วยหรือไม่ เศรษฐกิจในอนาคต ภายในปี 2050 ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลากคนบอกว่า TOP 5 น่าจะอยู่ในเอเชีย อินเดีย อินโดนีเซีย จีน เราหาโอกาสจากตลาดพวกนี้หรือยัง อย่าดูแค่ในประเทศ และดูแค่ประเทศใหญ่ๆอย่างเดียว เราต้องมองตลาดให้กว้างขึ้น

4. ไกล เราต้องมองโลกให้ไกลมากขึ้น คิดว่าเกมส์ข้างหน้าจะเป็นอะไร เช่น ด้าน care economy, ด้านบริการ , ท่องเที่ยว, ด้าน Wellness ของไทยมีจุดแข็งมากมาย โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งควรจะเป็นเกมส์อนาคตอย่างหนึ่งที่เราควรปักธงไว้