หน้าแรก เศรษฐกิจ ซีอีโอบิตเก็ต...

ซีอีโอบิตเก็ต ชี้ ศก.ดิจิทัลไทยถึงทางแยก ‘สร้างสมดุลนวัตกรรม- เสถียรภาพ’

26.03.25 | 19:17 น.

ซีอีโอบิตเก็ต ชี้ ศก.ดิจิทัลไทยถึงทางแยก ‘สร้างสมดุลนวัตกรรม- เสถียรภาพ’

นายวูการ์ อดิโกซาลอฟ (Vugar Adigozalov) ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ บิตเก็ต แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยถึงเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ซึ่งขับเคลื่อนโดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งานอย่างรวดเร็วและนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ต่างๆ

โดย คริปโทเคอร์เรนซีเป็นหัวใจหลักของวิวัฒนาการนี้ในฐานะนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการและทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ และความท้าทายที่ซับซ้อน ในขณะที่ประเทศกำลังเดินหน้าไปตามภูมิทัศน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีบล็อกเชนและการพัฒนาเศรษฐกิจก็ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำระดับภูมิภาคในด้านการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้งาน โดยมีโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ออกแบบมาเพื่อแจกจ่ายเงินให้แก่ประชาชน 45 ล้านคนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ความพยายามนี้มุ่งหวังที่จะกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการทำให้ประชาชนคุ้นเคยกับเครื่องมือการเงินดิจิทัล ส่งเสริมการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน และวางรากฐานสำหรับประชาชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โดยการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงความทะเยอทะยานของประเทศไทยที่ต้องการจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมบล็อกเชนระดับโลก และดึงดูดทั้งสตาร์ตอัพและนักลงทุน

Advertisement

แต่เส้นทางข้างหน้าก็ใช่ว่าจะราบเรียบ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของคริปโทเคอร์เรนซีรวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเงิน ในขณะที่รัฐบาลสนับสนุนระบบการชำระเงินทางเลือก ธนาคารกลางกลับสนับสนุนให้ระมัดระวัง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการป้องกัน ซึ่งความตึงเครียดนี้เป็นการตอกย้ำถึงความละเอียดอ่อนด้านความสมดุลที่หน่วยงานกำกับดูแลจะต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเติบโตโดยไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความพยายามเหล่านี้คือ การเพิ่มขึ้นของรูปแบบกลโกงที่ซับซ้อน เช่น สแกมที่ใช้ AI อย่าง “การเชือดหมู” (Pig Butchering) ได้เปิดเผยให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเร่งด่วนในการมีกรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง และการให้ความรู้แก่สาธารณชนในเชิงรุกเพื่อปกป้องนักลงทุนและรักษาความไว้วางใจในเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ต่างๆ

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าว รัฐบาลไทยกำลังผลักดันมาตรการทางกฎหมาย เช่น กฎหมายธุรกิจ AI ที่ได้มีการเสนอขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นเกี่ยวกับการกำกับดูแลความโปร่งใส การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการใช้งานที่มีจริยธรรมของระบบ AI โดยนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ เป็นการทำให้มั่นใจได้ว่านวัตกรรมต่างๆ เช่น คริปโทเคอร์เรนซี จะสอดคล้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม

การอภิปรายเกี่ยวกับการทำให้การพนันออนไลน์และการเทรดคริปโทเป็นสิ่งถูกกฎหมายเองก็แสดงให้เห็นถึงแนวทางเชิงสำรวจของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีผู้สนับสนุนโต้แย้งว่ามาตรการเหล่านี้อาจช่วยปลดล็อกช่องทางรายได้ใหม่ๆ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของชาติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ยังคงอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อลดความเสี่ยง

ภาคเอกชนเองก็มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทยเช่นกัน โดยในเดือนพฤศจิกายน 2024 Bitget ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำระดับโลก ได้จัดงานอีเวนต์ “Pitch n Slay” ขึ้นในประเทศไทย โดยเน้นที่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้หญิงรวมถึงธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชนอันเป็นนวัตกรรมของผู้ประกอบการเหล่านี้

โครงการริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Blockchain4Her ของ Bitget ที่เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสนับสนุนบุคลากรที่มีความสามารถในภูมิภาค

โดย Bitget มีเป้าหมายที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีผ่านการสนับสนุนเงินทุน การให้คำปรึกษา และการส่งเสริมสตาร์ทอัพที่นำโดยผู้หญิง และทำให้สอดคล้องกับความพยายามในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุมของประเทศไทยไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ท่าทีเชิงรุกของประเทศไทยต่อสินทรัพย์ดิจิทัลทำให้ประเทศไทยเป็นผู้บุกเบิกในระดับภูมิภาค แต่ความสำเร็จนั้นก็ยังคงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำในอุตสาหกรรม และประชาชน

โดยประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของบล็อกเชน และปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจของตนไปพร้อมๆ กันได้ด้วยการแก้ไขช่องว่างด้านกฎระเบียบ ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ และให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่มีจริยธรรม

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังทำการตัดสินใจถึงเส้นทางที่จะก้าวไป ความสามารถในการประสานความทะเยอทะยานเข้ากับความรอบคอบจะเป็นตัวกำหนดบทบาทของประเทศไทยในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

โดยเส้นทางดังกล่าวนี้เป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยการเฝ้าระวัง ความสามารถในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ร่วมด้วยเช่นกัน