อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสอดคล้องกับนโยบาย “ปฏิรูปอุตสาหกรรม” ของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม รับภารกิจหลักในการผลักดันอนาคตอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย มุ่งสู่ Bio Economy
ที่ไม่เพียงผลักดันพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างอ้อย แต่รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ให้มีเป้าหมายเดียวกัน
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ให้ข้อมูลว่าสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมชีวภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีเสถียรภาพ สร้างความเป็นธรรม และรักษาผลประโยชน์ในระบบอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และผู้บริโภค
ตลอดจนผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายด้วยนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทย
ที่ผ่านมา สอน.ได้มุ่งดำเนินงานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีความมั่นคงในอาชีพผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลสามารถประกอบกิจการอยู่ได้ และอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดีและมุ่งเน้นนโยบายในการลดฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาอ้อย และตระหนักถึงความยั่งยืนในการดำเนินอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย
เพื่อเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้แก่ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลบนพื้นฐานของการไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งทบทวนมาตรการและกลไกการบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการสนับสนุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด
ตลอดจนปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ไม่เผาอ้อยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และผลักดันให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มจากการตัดอ้อยสด เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy)
นายใบน้อยกล่าวว่า ล่าสุดสถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย ฤดูการผลิตปี 2567/68 พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตอ้อยและน้ำตาลของไทยเผชิญกับสถานการณ์ที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น ช่วยทำให้อ้อยเจริญเติบโตได้ดี
ดังนั้น สอน.คาดการณ์ผลผลิตอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2567/68 จำนวน 93.17 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงปลายหีบแล้ว ข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม 2568 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้ว 91.70 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศจะส่งผลเสียต่อผลผลิตอ้อย เนื่องจากหากฝนตกในช่วงการเก็บเกี่ยวอ้อยจะทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าและทำให้ผลผลิตอ้อยเสียหาย ทั้งนี้ การส่งอ้อยยอดยาว อ้อยที่มีกาบใบเข้าโรงงาน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำตาลทราย ทำให้คุณภาพน้ำตาลลดลง
แต่ในขณะเดียวกันการลดปริมาณอ้อยเผาและส่งอ้อยสดเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นการการันตีคุณภาพน้ำตาลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการที่ใช้น้ำตาลทรายของไทยเป็นวัตถุดิบ
นอกจากนี้ หากประเทศผู้ผลิตน้ำตาล เช่น บราซิล อินเดีย และออสเตรเลีย มีกำลังการผลิตน้ำตาลได้มากขึ้น ก็อาจผลส่งให้ความสามารถในการส่งออกน้ำตาลจากไทยและราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลง แต่หากประเทศผู้ผลิตน้ำตาลอื่นๆ มีกำลังการผลิตน้ำตาลลดลง ไทยก็จะได้รับอานิสงส์สามารถส่งออกน้ำตาลได้มากขึ้น และขายได้ในราคาที่สูงขึ้นด้วย
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งผลักดันและขับเคลื่อนมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น Bio Hub of ASEAN ภายในปี พ.ศ.2570
โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนใน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เคมีชีวภาพ (Biochemicals) และชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) โดยดำเนินการผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่
1.มาตรการขจัดอุปสรรคการลงทุนและสร้างปัจจัยสนับสนุน อาทิ การปรับปรุงพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อให้สามารถนำน้ำเชื่อมไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นที่ไม่ใช่น้ำตาลทรายได้ การเพิ่มกิจการอุตสาหกรรมชีวภาพในบัญชีประเภทโรงงาน การยกระดับผังเมืองเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวภาพในพื้นที่ศักยภาพ เช่น จ.นครสวรรค์ จ.อุบลราชธานี เป็นต้น
2.มาตรการเร่งรัดการลงทุนภายในประเทศ เพิ่มสิทธิประโยชน์การลงทุนในกิจการอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยในปัจจุบันมีความก้าวหน้าการลงทุนโครงการอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hubs) มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าการลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมชีวภาพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นกว่า 1.6 แสนล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ โครงการ Bio Hub Asia จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการนิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี โครงการลพบุรีไบโอคอมเพล็กซ์ เป็นต้น
3.มาตรการกระตุ้นอุปสงค์ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างตลาด การรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมากขึ้น โดยกำหนดมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ให้ผู้ประกอบการยื่นขอยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 25 สำหรับรายจ่ายที่เป็นค่าซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ครอบคลุมผลิตภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ 11 ชนิด รวมทั้งการออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพิ่มขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ชีวภาพภายในประเทศ เป็นต้น
4.มาตรการสร้างเครือข่ายในรูปแบบของศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านชีวภาพ (Center of Bio Excellence : CoBE) เพื่อเตรียมความพร้อม รวมทั้งบริหารงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ
นอกจากนี้ ได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ จ.ชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์วิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองผลิตภัณฑ์วัสดุชีวภาพ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพต้นแบบสู่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันมีฐานข้อมูลสำคัญด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ 9 ฐาน มีผู้ใช้งานสะสมกว่า 120,000 ครั้ง
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากเพื่อมุ่งปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันเกษตรไม่เผาพืชที่ปลูกโดยไม่ก่อมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมคือจะต้องผลิตจากพืชตัดสดไม่เผาแปลงเท่านั้น
ทั้งนี้เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูงสู่อุตสาหกรรมอนาคต มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ตลอดจนการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

