ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “thirachai phuvanatnaranubala” หรือนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความเพื่อสื่อสารถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และตอบโต้ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี หลังออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยในโพสต์ดังกล่าวใช้ชื่อว่า “3 ทหาร หรือ 6 ทหาร มันเป็นผลประโยชน์ก้อนโต” โดยมีข้อความระบุว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังสับสนเกี่ยวกับบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายต่อประเทศ ในมุมหนึ่งเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ยืนยันว่าจำเป็นต้องมีบรรษัทเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในอีกมุมหนึ่งผู้คัดค้านบอกว่าจะเป็นการผูกขาด เปิดช่องให้นักการเมืองแทรกแซง และต่อไปอาจจะล้มละลายเหมือนบางประเทศ
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์มาระยะหนึ่ง อาจจะตั้งคำถามว่า ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีอยู่เบื้องหลังในการคัดค้านบรรษัท คือกลุ่มบริษัท ปตท. ใช่หรือไม่? เพราะมีเหตุการณ์ที่สอดรับกันบางอย่าง โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ กลุ่มบริษัท ปตท. นำโดยนายปิยสวัสดิ์ได้พาคอลัมนิสต์อาวุโสกว่า 10 คน เดินทางไปสหรัฐและเม็กซิโก หลังจากกลับมาไทยก็มีคอลัมนิสต์หลายรายที่เขียนบทความคัดค้านบรรษัท โดยอ้างตัวอย่างบรรษัท Pemex ของเม็กซิโก ซึ่งต่อมา ม.ร.ว.ปรีดียาธรแถลงข่าว โดยระบุชื่อบุคคลที่คัดค้านบรรษัท ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่มีผลประโยชน์กับกลุ่มบริษัท ปตท. ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้อง
“ผมขอเสนอให้แยกเรื่องขั้นตอนการยกร่างมาตรา 10/1 ออกจากเรื่องบรรษัทเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ โดยเรื่องขั้นตอนการยกร่างมาตรา 10/1 นั้น ถึงแม้จะไม่เป็นไปตามความเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกระทรวงพลังงาน แต่เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักในเรื่องการบริหารจัดการปิโตรเลียมของชาติ สนช. จึงควรมีการหยิบยกขึ้นพิจารณาอยู่แล้ว จึงไม่ควรไปเสียเวลาถกเถียงกันว่า การที่คณะกรรมาธิการใส่มาตรา 10/1 เป็นวิธีการปกติหรือไม่ เพราะนอกจากจะไม่เป็นธรรมต่อนายทหาร 6 คนนั้นแล้ว ยังเป็นการสร้างหมอกควัน พาให้ประชาชนหลงประเด็นอีกด้วย เราจึงควรเน้นพิจารณาว่า บรรษัทเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษแก่ประเทศชาติและประชาชนกันแน่?” นายธีระชัยกล่าว
เบื้องลึกและเหตุผลที่แท้จริงที่มีการยื้อเรื่องบรรษัทนั้น คือเรื่องผลประโยชน์ระดับหลายแสนล้านบาทแต่ละปี คือผลประโยชน์จากการผูกขาดรับซื้อก๊าซธรรมชาติ ถามว่าใครเป็นผู้ที่ได้กำไรก้อนใหญ่นี้? ใครจะเป็นผู้เสียประโยชน์จากการมีบรรษัท? ต้องหาคำตอบในคำถามต่อไปนี้ก่อนคือ 1.เดิมผู้ที่ถือสิทธินี้คือกระทรวงอุตสาหกรรม ใช่หรือไม่? 2.กระทรวงอุตสาหกรรมมอบให้การปิโตรเลียมฯเป็นผู้ใช้สิทธินี้ ใช่หรือไม่? 3.รัฐได้สิทธินี้โดยอำนาจมหาชนของรัฐ ใช่หรือไม่? 4.ในการแปรรูปการปิโตรเลียมฯ มิได้มีการแยกสิทธินี้โอนให้กระทรวงการคลัง ใช่หรือไม่? 5.ขณะนี้ กลุ่มบริษัท ปตท.เป็นผู้ใช้สิทธินี้ผูกขาดการซื้อก๊าซจากปากหลุมแต่ผู้เดียว ใช่หรือไม่? และ 6.ถ้าหากกลุ่มบริษัท ปตท.ไม่สามารถใช้สิทธินี้ จะทำให้กำไรลดลงเท่าใด?
“เมื่อได้คำตอบแล้ว จึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ชัดเจนว่า การมีบรรษัทจะทำให้ประโยชน์และกำไรกลับมาเป็นของประชาชนมากขึ้น หรือไม่ เท่าใด” นายธีระชัยกล่าว
นอกเหนือจากการผูกขาดรับซื้อก๊าซแต่ผู้เดียวจากเอกชนทุกรายที่ได้รับสัมปทานแล้ว ยังมีประเด็นการผูกขาดในการรับซื้อก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียอีกด้วย สำหรับก๊าซที่ผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย กรณีที่ประเทศมาเลเซียไม่ต้องการใช้ ก็จะขายให้แก่ไทย
“ปัญหาคือใครควรจะเป็นผู้ใช้สิทธิในการรับซื้อก๊าซส่วนนี้ ระหว่างบรรษัทกับบริษัทเอกชน จึงต้องตั้งคำถามอีกว่า 1.รัฐบาลได้มอบสิทธิในการรับซื้อก๊าซที่ผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ไปให้แก่กลุ่มบริษัท ปตท.ใช่หรือไม่? 2.การได้สิทธิดังกล่าว ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันกับกลุ่มบริษัท ปตท. ใช่หรือไม่? 3.สิทธิในการซื้อก๊าซดังกล่าว ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ใช่หรือไม่? ดังนั้น คำถามว่าควรมีการตั้งบรรษัทหรือไม่นั้น ในเบื้องลึกจึงเป็นการยื้อผลประโยชน์ ระหว่างฝ่ายหนึ่งคือประชาชนทั้งประเทศผ่านกลไกบรรษัท กับอีกฝ่ายหนึ่งคือบริษัทที่แฝงตัวใช้สิทธินี้ ซึ่งมีคำถามว่าเป็นกลุ่มบริษัท ปตท. ใช่หรือไม่” นายธีระชัยกล่าว
นายธีระชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น สนช.จึงควรคำนึงในการพิจารณาร่างกฎหมายในประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่ 1.ผู้บริหารและพนักงานกลุ่มบริษัท ปตท. 2.ผู้มีอุปการคุณ ซึ่งเป็นพรรคพวกของกลุ่มบริษัท ปตท. 3.นักการเมืองและสมาชิกสภาซึ่งได้รับจัดสรรสิทธิจองหุ้นผ่านโบรกเกอร์ 4.คนไทยที่มีบริษัทในเกาะฟอกเงิน ที่อ้อมหลังมาจองหุ้นในโควต้าต่างชาติ และ 5.นอมินีนักการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นต่างชาติ

